Category: article

10 posts

จาก Climate Change สู่ Net Zero

เหตุการณ์สำคัญของโลกครั้งหนึ่ง เพื่อต่อต้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ คือการประชุม Conference Of The Parties ครั้งที่ 21 หรือ COP21 ในปี 2015 ที่ประเทศฝรั่งเศส ครั้งนั้นทำให้เกิด ‘ข้อตกลงปารีส’ (Paris Agreement) ซึ่งเป็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ลงนามโดยผู้นำโลกใน 197 ประเทศ เป็นสัญญาณเริ่มความพยายามครั้งใหญ่ของมนุษยชาติในการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีเป้าหมายที่ท้าทายคือ จำกัดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 2 องศาเซลเซียส เมื่อเทียบกับยุคก่อนปฏิวัติอุตสาหกรรม โดยพยายามจำกัดให้อยู่ที่ 1.5 องศาเซลเซียส เพราะหากเทียบกับการเปลี่ยนแปลงที่ 2 องศาเซลเซียสนั้น อุณหภูมิที่ต่ำกว่าย่อมมีความปลอดภัยกว่ามาก

คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Intergovernmental Panel On Climate Change หรือ IPCC) ได้ประเมินหากโลกมีอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1.5 องศาเซลเซียส ยังคงส่งผลให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น แนวปะการังฟอกสี เกิดการเพิ่มขึ้นของคลื่นความร้อน ภัยแล้ง น้ำท่วม พายุรุนแรง และมีโอกาสทำให้เกิดสภาพอากาศสุดขั้ว (Extreme Weather)

ตัวการสำคัญได้แก่ Green House Gas (GHG) หรือ ก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นคำที่ผู้คนบนโลกรับรู้มากว่า 3 ทศวรรษ โดยก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มมากขึ้นทุกขณะ ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน (Global Warming) นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ขนานใหญ่ และจะยิ่งแย่มากขึ้น หากอุณหภูมิโลกยังคงสูงขึ้นต่อเนื่องอย่างไม่หยุดยั้ง แม้จะมีมาตรการแก้ไขออกมาแล้วก็ตาม

Net Zero เป็นประเด็นใหญ่ที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก

ล่าสุดจากการประชุม COP26 ณ เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2021 ที่ผ่านมา ทิศทางการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิบนโลกในปัจจุบัน ยังเป็นตัวเลขในระดับ “บันทึกประวัติศาสตร์” แสดงให้เห็นว่ามาตรการความร่วมมือที่ผ่านมา อาจยังไม่ดีพอ ทำให้ที่ประชุมมีมติให้ปรับปรุงมาตรการจากการมองเรื่องการเปลี่ยนแปลงจากมาตรการแก้ปัญหา Climate Change สู่ทิศทาง “Net Zero” เพื่อเพิ่มความเข้มข้น ในการดูแลสภาพภูมิอากาศให้ไม่เลวร้ายไปกว่านี้ เพราะมีนักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมหลายคน ออกมาแสดงความคิดเห็นใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นทิศทางน่าตกใจว่า ตอนนี้โลกกำลังดำเนินไปสู่จุด “Point Of No Return – จุดที่ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อีกต่อไป”

แต่แน่นอนว่า การป้องกันปัญหาย่อมมีราคาที่ต้องจ่ายน้อยกว่ามูลค่าที่ต้องจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น และท่ามกลางวิกฤติย่อมมีโอกาสที่โลกจะเร่งปรับตัวสู่สังคมคาร์บอนต่ำ หันมาใช้พลังงานและผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่างคุ้มค่า สะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ย่อมหนีไม่พ้น ความร่วมมือกันในทุกภาคส่วน

กิจกรรมชดเชยคาร์บอน (Carbon Offsetting) จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญในยุคนี้ เพื่อทำให้การปล่อยคาร์บอนจากองค์กร หรือ ผลิตภัณฑ์นับได้เท่ากับศูนย์ หรือที่เรียกว่าความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral)

ซึ่งความแตกต่างระหว่าง Carbon Neutral และ “Net Zero” Emission คืออะไร ?

สองคำนี้คล้ายคลึงกัน เพราะเป็นการมุ่งแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนเช่นกัน แต่ Carbon Neutral ดูที่ “ผลลัพธ์” ในการเฉลี่ยการปลดปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศให้เท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับกลับคืนมาผ่านป่า หรือวิธีการอื่น ขณะที่ Net Zero Emission หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  มองสิ่งที่กว้างไปกว่านั้น คือมองในภาพรวมของการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด ดูที่กระบวนการ และการกระทำ การบาลานซ์ระหว่างปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก กับปริมาณการถูกกำจัดออกไปจากบรรยากาศโลก เน้นการปล่อยสุทธิเป็นศูนย์ตลอดทั้งห่วงโซ่การผลิตทั้งต้นน้ำปลายน้ำ จึงเป็นเป้าหมายที่มีความท้าทายกว่าความเป็นกลางทางคาร์บอน ซึ่งในสภาวะนี้ก็จะไม่เพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกในบรรยากาศ และหากทุกประเทศทั่วโลกสามารถบรรลุเป้า Net Zero Emissions ได้ ก็แปลว่าเราสามารถหยุดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ส่วนเกิน ที่ส่งผลให้เกิดปรากฏการณ์โลกร้อนได้

ซึ่งหลังเวทีประชุม COP26 จบลง แต่ละประเทศได้มีการประกาศเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน รวมถึงประเทศไทยที่ประกาศว่าจะบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ได้ในปี 2065 โดยแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกนั้นแบ่งได้เป็น 3  ประเด็นใหญ่ ๆ ได้แก่ การเพิ่มสัดส่วนพื้นที่สีเขียวในประเทศไทย การลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง และเร่งผลักดันการใช้พลังงานสะอาด

ทั้งนี้ แม้ว่าแต่ละประเทศจะมีหมุดหมายสำคัญที่ได้ตั้งเอาไว้แล้ว แต่ส่วนสำคัญคือการลงมือทำของทุกภาคส่วนทั้งนโยบายจากภาครัฐที่เข้มงวด ความร่วมมือจากเอกชน และการตระหนักรู้ของประชาชนที่จะช่วยกันผลักดันเป้าหมายนี้

คนในสังคมสามารถตระหนักถึงปัญหา และร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างสังคม Net Zero ได้อย่างไร

การดำเนินชีวิตของผู้คนบนโลกที่พึ่งพาปัจจัย 4 ล้วนเกี่ยงโยงกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งผลต่อภาวะโลกร้อนทั้งสิ้น รวมทั้งสิ่งก่อสร้าง อาคาร บ้านเรือน ถือเป็นหนึ่งในเรื่องสำคัญของโลกมาทุกยุค โดยเฉพาะโลกยุคหลังปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งมีการขยายของเมืองและมีการเพิ่มขึ้นของประชากรอย่างมาก

GDP มีส่วนสร้าง GHG

งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า ก๊าซเรือนกระจกเชื่อมโยงกับ GDP (Gross Domestic Product) ผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ หรือพูดง่าย ๆ ว่าเป็นมูลค่าเศรษฐกิจทั้งหมดที่เกิดขึ้นในประเทศ เนื่องจากการพัฒนาพื้นที่ พัฒนาประเทศต่าง ๆ จำเป็นต้องมีการใช้ทรัพยากร ผูกโยงกับการผลิต เทคโนโลยี รวมไปถึงการกำจัดของเสียส่วนเกินหลังการผลิตหรือบริโภค

ข้อมูลจากสำนักงานพลังงานสากล (IEA) แสดงให้เห็นว่า โลกเรามีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นในทุก ๆ ปี และแม้ว่าในปี 2020 การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบรายปี เนื่องจากเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่ทำให้เศรษฐกิจและกิจกรรมต่าง ๆ ต้องหยุดชะงัก

แต่ข้อมูลล่าสุดของปี 2021 พบว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้เพิ่มกลับมาเกือบเท่ากับระดับของปี 2019แล้ว ซึ่งไม่ใช่สัญญาณที่ดี

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ ลดลงในช่วงล็อกดาวน์จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปีที่แล้ว แต่เป็นเพียงชั่วคราวและเพิ่มขึ้นอีกครั้งนับตั้งแต่เศรษฐกิจฟื้นตัว โดยการปล่อยมลพิษทั่วโลกต้องลดลงประมาณ 7% ต่อปีในทศวรรษนี้ เพื่อให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

รู้จัก LCA สู่ไอเดีย Net Zero

การประเมินวัฏจักรชีวิตของผลิตภัณฑ์ (Life Cycle Assessment: LCA) เป็นกระบวนการวิเคราะห์และประเมินค่าผลกระทบของผลิตภัณฑ์ที่มีต่อสิ่งแวดล้อมตลอดช่วงชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การได้มาซึ่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การขนส่งการแจกจ่าย การใช้งานผลิตภัณฑ์ การนำมาใช้ใหม่หรือการแปรรูป และการจัดการเศษซากของผลิตภัณฑ์หลังการใช้งาน โดยมีการระบุถึงปริมาณพลังงานและวัตถุดิบที่ใช้ รวมถึงของเสียที่ปล่อยออกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะสะท้อนถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตในสังคม เป็นการหาวิธีการในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดและมีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

บทบาทของภาคเอกชนมุ่งสู่เป้าหมายเอสซีจี Net Zero 2050

กิจกรรมทางธุรกิจขององค์กรต่าง ๆ  จึงถือเป็นเรื่องที่มีบทบาทสำคัญยิ่ง ในการช่วยลดภาวะโลกร้อน เพราะการดำเนินธุรกิจโดยปราศจากความระมัดระวัง เน้นแต่ผลประโยชน์ขององค์กร ย่อมทำให้ความสมดุลของโลกเปลี่ยนแปลงไป ที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่าองค์กรต่าง ๆ จึงมีแนวทางในการกำหนดและสนับสนุนทิศทางบนหลักการความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้นในหลากหลายแง่มุม  ซึ่งความรับผิดชอบด้านการร่วมลดภาวะโลกร้อน ย่อมถือเป็นเรื่องสำคัญในปัจจุบัน

การพัฒนากระบวนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

เอสซีจี ในฐานะผู้ผลิตและผู้จัดจำหน่ายวัสดุก่อสร้าง จึงได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานตามหลัก ESG (Environment Social and Governance) อย่างเห็นได้ชัดและเป็นรูปธรรม เรียกกันว่าเป็นทิศทาง Sustainable Development Goals

ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้มาของวัตถุดิบในการก่อสร้าง กระบวนการก่อสร้าง และการใช้พลังงานในช่วงอยู่อาศัย โดยมองเฉพาะอัตราส่วนของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดกระบวนการ พบว่า มากกว่าร้อยละ 90 มาจากวัสดุก่อสร้าง โดยวัสดุประกอบอาคารที่มีค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดคือ คอนกรีต เหล็ก ปูนซีเมนต์ กระเบื้องเซรามิค อิฐ อลูมิเนียม ไม้ ตามลำดับ อีกทั้งวัสดุเปลือกอาคารนั้นมีผลโดยตรงต่อการใช้พลังงานภายในอาคารอีกด้วย

ตัวอย่างการใช้โซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ ภายในพื้นที่โรงงานปูนซีเมนต์ไทย (เขาวง) จังหวัดสระบุรี

เอสซีจี จึงตั้งเป้าหมายเรื่อง Net Zero Emission ไว้ภายใน 2050 ซึ่งถือว่าเร็วกว่าเป้าหมายของประเทศไทย เพราะการให้ความสำคัญกับเรื่องผลิตภัณฑ์ และวัสดุต่าง ๆ สำหรับอาคารและสิ่งปลูกสร้างถือเป็นเรื่องสำคัญ จำเป็นต่อการร่วมแก้ไขปัญหาโลกร้อน โดยธุรกิจอาคารและสิ่งปลูกสร้าง ภาคการก่อสร้างสามารถช่วยได้ทั้งการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะชะลอและจำกัดความรุนแรงของผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ (Mitigation) และในด้านการปรับตัวให้อยู่กับโลกที่ร้อนขึ้น (Adaptation)

ทิศทางการเติบโตของธุรกิจพัฒนาบ้านที่พักอาศัยและอาคารเพื่อประหยัดพลังงาน จากนี้จะมีแรงขับเคลื่อนหลักจากความต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะได้รับการสนับสนุนจากนโยบายภาครัฐและเป้าหมายของบริษัทเอกชน ถือเป็นโอกาสของผู้ประกอบการที่จะตอบสนองต่อเทรนด์ของโลก และความต้องการของลูกค้า ที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สู่การเป็น Net Zero ในที่สุด

เอสซีจี ดำเนินธุรกิจด้วยความใสใจต่อสิ่งแวดล้อมด้วยกลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืน มานับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัท โดยมีโครงการต่างๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง

ในปี 2016 เอสซีจีได้ริเริ่มแนวคิด Circular Way หรือ เศรษฐกิจหมุนเวียน ในชื่อ SCG Circular Way ซึ่งเป็นแนวทางธุรกิจที่เอสซีจีนำมาใช้ทั้งกับภายในองค์กรเอง และกับการทำงานกับคู่ค้า รวมถึงลูกค้าผู้บริโภคของเรา โดยเอสซีจี นับเป็นหน่วยงานเอกชนเจ้าแรกๆ ของเมืองไทยที่ขับเคลื่อนแนวทางนี้อย่างเป็นรูปธรรม

แนวทางของ SCG Circular Way เป็นแนวทางธุรกิจใหม่โดยการหมุนเวียนใช้ทรัพยากรธรรมชาติในห่วงโซ่การผลิตให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ด้วยการใช้ทรัพยากรต้นทางให้เกิดประโยชน์สูงสุด และหมุนเวียนของเสียทั้งรูปแบบวัตถุดิบและพลังงานกลับมาเป็นทรัพยากรในกระบวนการผลิตอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแนวทางธุรกิจนี้เป็นกุญแจสำคัญที่ไขออกสู่ประตูแห่งเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ และขับเคลื่อนการแข่งขันทางเศรษฐกิจให้ไปในแนวทางของการถนอมรักษาและลดการพึ่งพาทรัพยากร

การเดินทางของเอสซีจี สู่เส้นทางการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

จากภาคปฏิบัติทั้งหมดที่เกิดขึ้นภายในองค์กรเอง นำมาซึ่งองค์ความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง และการมองเห็นปัญหาระหว่างทาง จนนำมาสู่การแก้ไขและป้องกันปัญหาในภาคปฏิบัติให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม

เส้นทางของ SCG Circular Way ผลิดอกออกผล ปลูกเป็นจิตสำนึกของคนภายในองค์กรเอง ผ่านกิจวัตรเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตประจำวัน อย่างการคิดก่อนใช้ การแยกขยะ และการคำนึงถึงสภาพแวดล้อม ซึ่งจากจุดเริ่มต้นในมือของพวกเราทุกคน ร่วมประสานกลายเป็นพลังที่ใหญ่กว่า และขยายสู่ Roadmap ไปสู่ปลายทางที่ Net Zero 2050 อนาคตการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิต้องเป็นศูนย์

ขยายกระบวนการหมุนเวียนและยั่งยืน สู่เส้นทางการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

เศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งของรากฐานที่จะนำประเทศไทยและโลกก้าวไปสู่ปลายทางที่ทุกคนหวังไว้ ปลายทางที่การสร้างระบบนิเวศและความเข้าใจในการใช้ทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และปลายทางที่อนาคตของโลกยังคงสวยงามสดใส ส่งต่อถึงรุ่นลูกหลานต่อไป

จากปี 2016 จนถึงภาพใหญ่ภาพใหม่ในปี 2022 เส้นทางสู่ Future is Zero ของเอสซีจี ในฐานะผู้ผลิตสินค้าและบริการเพื่อที่อยู่อาศัยและการ จึงประสานพลังของความตระหนักและสำนึกรักษ์โลก ผ่านทางแนวคิดและวิธีการตลอดสายพานการผลิต จนส่งต่อถึงการใช้งานของผู้บริโภค เพื่อชวนคุณร่วมสร้างสรรค์และปกปักรักษาโลกใบนี้ไปด้วยกัน

เพราะเรื่องราวความรักโลกไม่ใช่กระแส แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องลงมือทำ เอสซีจีออกเดินทางบนเส้นทางสาย Circular Economy มาตั้งแต่ปี 2016 และครั้งนี้คือหมุดหมายสำคัญที่จะก้าวไปสู่การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

ผลจากความสำเร็จที่ผ่านมาโดยตลอด นับเป็นความท้าทายครั้งสำคัญสำหรับองค์กรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งเริ่มต้นจากภาคนโยบายที่ต้องการร่วมแก้ไขปัญหาการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดวงจรตั้งแต่ภาคการผลิตถึงการบริโภค ก่อนนำไปสู่การปฏิบัติจริงผ่านโครงการและมาตรการมากมายกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกคน

เราชวนคุณมาพูดคุยกับหัวเรือใหญ่ของเอสซีจี คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี ในบทบาทของภาคนโยบายองค์กร และ คุณนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ถึงการสร้างพันธกิจของห่วงโซ่คุณค่าที่ยั่งยืนผ่านนวัตกรรมและการปฏิบัติจริงในอุตสาหกรรมก่อสร้าง

จุดเดือดของประเด็นสิ่งแวดล้อม และการทำธุรกิจยั่งยืนของเอสซีจี

คุณรุ่งโรจน์ รังสิโยภาส กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี

แน่นอนว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อตัวเราทุกคนและทุกภาคอุตสาหกรรม ในฐานะที่เอสซีจีเป็นสมาชิกของ World Business Council for Sustainable Development องค์กรระดับโลกที่ทำงานเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะกับประเด็น Climate Emergency หรือความเร่งด่วนด้านสภาพภูมิอากาศ

ดังนั้น การเริ่มต้นขยับก่อน ยิ่งทำได้เร็วเท่าไหร่ ก็ยิ่งดีเท่านั้น โดยเฉพาะกับอุตสาหกรรมที่ใช้ทรัพยากรและพลังงานมากอย่างอุตสาหกรรมก่อสร้าง

คุณรุ่งโรจน์เริ่มต้นเกริ่นถึงอุตสาหกรรมก่อสร้าง “เอสซีจีเป็นผู้บุกเบิกการทำธุรกิจซีเมนต์ในประเทศไทยมามากกว่าร้อยปี ตลอดเวลาเรามีการพัฒนากระบวนการผลิตให้มีความทันสมัย ไม่ก่อให้เกิดมลพิษ หรือมลภาวะกับสิ่งแวดล้อมและชุมชนมาโดยตลอด อย่างไรก็ตาม ผลของปริมาณคาร์บอนจากกระบวนการผลิตและขนส่งของเรา ก็ส่งผลให้เกิดก๊าซเรือนกระจกขึ้น ”

หากแต่ภาคการผลิตของเอสซีจีเป็นพื้นฐานของการพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ​ โจทย์จึงเป็นเรื่องการจะทำอย่างไรให้ดำเนินอุตสาหกรรมและธุรกิจต่อไปได้อย่างยั่งยืน “ธุรกิจแรกของเราเลยคือปูน จากนั้นก็วัสดุก่อสร้าง บรรจุภัณฑ์ กระดาษ ปิโตรเคมี ของพวกนี้มีส่วนช่วยให้บ้านเรามีการพัฒนา ช่วยให้คนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น เช่นนั้นแล้ว ถ้าเราบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ตรงนี้เราจะลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ถึง 20% ภายในปี 2030 โดยที่กระบวนการผลิตยังดำเนินไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ”

ภาพบรรยากาศภายในโรงงานปูนซีเมนต์ไทย (เขาวง) จังหวัดสระบุรี กับการดำเนินการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“องค์กรของเราตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่า เราต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ หมายถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน เราต้องมีส่วนเข้าไปช่วยเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืน เราต้องทำมากกว่าการทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบ แต่ต้องเข้าไปมีบทบาทในการช่วยเหลือสังคม เพราะเราเป็นพลเมืองโลก เป็นธุรกิจโลก นี่เป็นจุดประสงค์ของบริษัทตั้งแต่ก่อตั้งเลยว่า เราต้องทำเรื่องเหล่านี้”

เมื่อขับเคลื่อนภาคนโยบายจนแปลมาถึงแนวทางภาคปฏิบัติภายในองค์กรได้แล้ว สิ่งที่ท้าทายที่สุดต่อการผลักดันสังคมคาร์บอนต่ำในภาคธุรกิจของคุณรุ่งโรจน์คือ การหาแนวร่วมที่มองเห็นความสำคัญของเป้าหมายปลายทางเดียวกันที่ความยั่งยืน และการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050

“เราต้องมาคุยกันให้เห็นว่า ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วน หลายเรื่องต้องหาจุดสมดุลร่วมกันระหว่างเรากับคู่ค้า ซึ่งเป็นองค์ความรู้ เพื่อให้เห็นทิศทางที่สำคัญและทำร่วมกัน ทุกวันนี้ผมเองให้เวลากับเรื่องนี้ครึ่งหนึ่งของการทำงานทั้งหมดไปแล้ว” คุณรุ่งโรจน์ทิ้งท้าย

อุตสาหกรรมก่อสร้างที่มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ​ ทั้งแง่การดำเนินธุรกิจและสิ่งแวดล้อม 

จากเป้าหมายระยะยาวที่ปี 2050 การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ คุณนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ชวนมองเป้าหมายระยะสั้นที่ปี 2030 ลดก๊าซเรือนกระจก 20% เพื่อนำไปสู่ภาคปฏิบัติที่เห็นผลจริง และเป็นบันไดขั้นต่อไปในการเดินทางสู่ปลายทางร่วมกัน

คุณนิธิ ภัทรโชค กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี

“เราเป็นผู้ผลิตซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างที่มีการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกค่อนข้างสูง การจะลดส่วนนี้ได้มีหลายแนวทาง และแน่นอนว่าเรื่องพลังงานเป็นลำดับแรก”

การใช้พลังงานทดแทนอย่าง Biomass ที่มาจากของเหลือทางการเกษตรในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อทดแทนการใช้พลังงานถ่านหิน
จากของเหลือจากภาคการเกษตร นำมาย่อยและบดอัดในความหนาแน่นที่เหมาะสม เพื่อการใช้งานพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

“จากเดิมที่เคยใช้ถ่านหินเป็นพลังงานหลัก หลายปีที่ผ่านมาเราเริ่มลดการใช้ถ่านหินลงได้ประมาณ 35% แล้ว เราก็จะลดให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ ด้วยพลังงานทดแทน หรือเชื้อเพลิงทางเลือก ตอนนี้เรามีการนำ Biomass หลายตัวมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นเศษไม้ ใบไม้แห้ง ของเหลือจากภาคการเกษตร และซังข้าว นำมาแปรรูปเพื่อการขนส่งทำได้สะดวกขึ้น และ RDF แปลงขยะเป็นพลังงาน ซึ่งสิ่งสำคัญคือ เทคโนโลยีที่ทำให้การใช้งานพลังงานทดแทนแล้ว คุณภาพของสินค้ายังไม่เปลี่ยนเพราะบางครั้งในกระบวนการผลิตต้องการความร้อนสูง จึงต้องปรับสภาพสิ่งเหล่านี้ก่อนแล้วก็ปรับเตา ปรับเทคโนโลยีในการผลิตเพื่อให้รับของเหล่านี้ได้”

“อันที่สองก็คือพลังงานทดแทนการใช้ไฟฟ้าทั้งสามแบบ โซลาร์ติดตั้งบนหลังคา โซลาร์ฟาร์ม และโซลาร์ลอยน้ำ ซึ่งเราใช้งานโซลาร์เป็นหลักมายาวนานหลายปี และก็ยังมีโอกาสอื่นอีก อย่างพลังงานลมซึ่งเรากำลังศึกษาอยู่ หรือพลังงานโซลาร์ที่ต้องเอาพื้นที่ที่ห่างไกลโรงงาน ซึ่งต้องมีการพูดคุยกับภาครัฐถึงความเป็นไปได้ สิ่งเหล่านี้ต้องบอกว่าที่เราทำได้เองก็ส่วนหนึ่ง ส่วนที่เราต้องร่วมมือกับผู้อื่นก็ดำเนินการควบคู่กันไป”

ตัวอย่างการใช้พลังงานจาก Solar Farm ในพื้นที่โรงงานปูนซีเมนต์ไทยแก่งคอย จังหวัดสระบุรี โดยมีแผนจะมีการขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

ประเด็นการพาประเทศไทยไปสู่ระบบนิเวศที่เป็นกรีน หรือ Green Transition ย่อมต้องใช้เวลายาวนาน และการร่วมมือจากหลายภาคส่วน ซึ่งถือเป็นนโยบายระดับประเทศที่ทุกคนจะต้องร่วมมือกัน เพื่อให้ไปได้ไกลและดีกว่าเดิม

“กระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเองให้เป็นกรีน ไม่ได้เริ่มต้นจากการตั้งเป้าหมายอย่างเดียว จำเป็นจะต้องมี Roadmap พร้อมกับองค์กรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและภาคเอกชนร่วมมือกัน มีกลไกของการทำให้เกิดความกรีนขึ้นภายในประเทศ เช่น คาร์บอนเครดิต หรือแรงจูงใจต่างๆ ที่ทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หรือทางรัฐบาลจะให้สำหรับคนที่ทำธุรกิจกรีน”

ในส่วนของเอสซีจีเอง ก็มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับองค์กรทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และร่วมสร้างสังคมคาร์บอนต่ำไปด้วยกัน “งานนี้จะเรียกเราว่าเป็น Leading Founder เลยก็ได้” คุณนิธิ แนะนำให้เรารู้จักกับเครือข่าย CECI

23 องค์กรเอกชนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง ภายใต้กลุ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมก่อสร้างหรือ CECI

“CECI (Circular Economy in Construction Industry) อันนี้เราทำมานับแล้วก็ประมาณสี่ปีแล้ว เกิดจากการรวมตัวองค์กรใหญ่ประมาณ 20 องค์กรก่อสร้างเข้ามาร่วมมือกัน แลกประสบการณ์ Best Practice ซึ่งกันและกัน ต่างคนต่างมีประสบการณ์เทคโนโลยีหรือวิธีการที่ดีในการใช้วัสดุให้มีประโยชน์สูงสุด การลดการใช้วัสดุ การทำการก่อสร้างที่นอกจากรักษ์โลกแล้วยังลดมลพิษด้วย”

“ความร่วมมือเกิดขึ้นในหลายโครงการ อย่างการ Upcycling และการลดการใช้งานวัสดุ เช่น หัวเสาเข็มที่เคยต้องขนไปทิ้งไกลๆที่ทั้งเปลืองพลังงาน ต้องทิ้งของไป เราก็เอาเทคโนโลยีที่สามารถจะบดหัวเสาเข็มพวกนี้แล้วนำกลับมาใช้ใหม่ได้โดยไม่ต้องขนไปทิ้ง ก็เป็นการประหยัดวัสดุด้วย เช่น ทำเป็นพื้นที่ทางเท้า หรือเป็นอิฐและวัสดุก่อสร้างขึ้นมาได้”

เพิ่มมูลค่าให้กับหญ้าฟางทางการเกษตรให้กลายเป็นแหล่งเชื้อเพลิงชั้นดีในกระบวนการผลิต

ในประเทศเอง ยังมีการรวมตัวของสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย TCMA (Thai Cement Manufacturers Association) “เราได้มีการรวมตัวกันทำมาตรฐาน Low-carbon Cement เพื่อนำไปพูดคุยต่อกับทางภาครัฐ และร่วมกันสนับสนุน เพราะฉะนั้นในอุตสาหกรรมเราเนี่ยก็ต้องสร้างความร่วมมือไม่ใช่เฉพาะฝั่งที่เป็นผู้ใช้ แต่ผู้ผลิตก็ต้องร่วมมือกัน อันนี้ก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่เราร่วมมือกันมาและได้รับการตอบรับจากภาครัฐที่ดีและรวดเร็วมาก นี่เป็นอีกสิ่งที่ผมเห็นว่าเรามีความหวังว่าประเทศเราเอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้ จากการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วจากภาครัฐบาลซึ่งอันนี้ก็ถือว่าน่ายินดีครับ”

และการรวมตัวในระดับนานาชาติ “เอสซีจีร่วมกับองค์กรระดับโลกอย่าง GCCA (Global Cement and Concrete Association) ช่วยกันหาเทคโนโลยี แชร์ประสบการณ์ และแนวทางปฏิบัติเพื่อจะเอาสิ่งที่ดีจากทั่วโลกเข้ามาปรับปรุงอุตสาหกรรมเรา ซึ่งจะเห็นได้ว่า การดำเนินการเหล่านี้ หากเราทำคนเดียวก็ทำได้ระดับหนึ่ง ถ้าเราชวนองค์กรอื่นทั้งผู้ใช้และผู้ผลิตแล้วก็เป็นทั้งระดับโลกมา มันก็จะทำได้ในอีกระดับหนึ่ง เพราะมันจะมีเรื่องของความพร้อมทั้งในด้านเทคโนโลยี เงินลงทุน และนวัตกรรม”

นวัตกรรมที่นำไปสู่การปฏิบัติเพื่อสร้างโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน

Solar Floating ที่เปลี่ยนพื้นที่ผิวน้ำว่างเปล่าให้เป็นพื้นที่ผลิตพลังงานไฟฟ้า เพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิตภายในโรงงาน

“เราทำทั้งกับหน่วยงานภายในของเรา และภายนอกผ่านผลิตภัณฑ์นวัตกรรมสำหรับผู้บริโภค” คุณนิธิเล่า “เริ่มจากนำหลักการ 3R – Reduce ลดการใช้งาน, Reuse – ใช้ซ้ำ และ Recycle – นำของเก่ากับมาใช้ใหม่และได้ประโยชน์เท่าเดิมมาใช้ในองค์กร และการดำเนินการอื่นๆ เช่น การปิดไฟที่ไม่จำเป็น การใช้เทคโนโลยีช่วยลดการใช้พลังงานภายในตึกลง 30% หรือการใช้นวัตกรรมที่สูงขึ้น อย่างระบบ IoT ที่ปรับเปลี่ยนตัวเองได้ตามสภาพแวดล้อม”

รวมทั้งผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองฉลาก SCG Green Choice การันตีความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยที่ดี “เช่นสินค้า Low-carbon Cement ปูนซีเมนต์ที่ปรับปรุงสูตรการผลิตผ่านการนำวัสดุอื่นมาทดแทนผสมบางส่วน โดยปูนซีเมนต์คุณภาพเท่าเดิม แต่สัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อยลง ซึ่งผู้บริโภคก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี จากนี้เรามีแผนในการเปลี่ยนเป็น Low-carbon Cement ทั้งหมด”

ฉลาก “SCG Green Choice” ฉลากที่ให้การรับรองผลิตภัณฑ์และบริการที่ช่วยส่งเสริมในเรื่องสิ่งแวดล้อมและสุขอนามัยที่ดี

“อะไรที่ยิ่งใช้เวลายาวนาน เช่นการปรับปรุงกระบวนการผลิต หรือการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคเพื่อมาใช้สินค้ากรีน และการขยายแนวทางการดำเนินงานให้ครอบคลุมทั้ง Value Chain เราต้องเริ่มต้นให้เร็วที่สุด เพราะต้องใช้เวลาอีกสักระยะหนึ่งกว่าจะเปลี่ยนได้สำเร็จ” คุณนิธิทิ้งท้ายถึงความจำเป็นที่ทุกคนจะต้องตระหนักถึงความจำเป็นเร่งด่วนในเรื่องสิ่งแวดล้อม

“แต่เราเข้าใจว่าการทำเหล่านี้ไม่ใช่ทำเรื่องเดียว ไม่ใช่มีแค่เป้า แต่มันต้องมีทุกเรื่องที่เป็นองค์ประกอบทั้งระบบนิเวศ กลไกต่าง ๆ ความรู้ความเข้าใจที่ต้องสร้างให้สังคมด้วย ซึ่งส่วนนี้ผมคิดว่าภาครัฐบาลที่มีหน้าที่ที่จะต้องสร้างความรู้ให้ประชาชนเข้าใจ มีหน้าที่ออกกฎระเบียบที่เหมาะสมเพื่อจะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้เร็วขึ้น รวมทั้งภาคเอกชนเอง ก็ทำในสิ่งที่ตัวเองทำได้ ไม่ว่าจะเป็นภาคการศึกษาที่ต้องช่วยกันหาเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ทำให้สิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็นไปไม่ได้หรือเป็นไปได้ยาก ให้กลายเป็นเรื่องง่าย และภาคสังคมที่จะต้องเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาด ทั้งเรื่องสินค้า Low-Carbon และการยอมรับในมุมมองการบริโภค”

นอกจากในกระบวนการผลิตเอง ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอีกกลุ่มหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือชุมชน ที่จะช่วยกันร่วมสร้างระบบนิเวศของ Natural Climate Solutions หรือ แนวทางการลดสภาวะโลกร้อนและแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “ซึ่งถ้าทำได้ก็เป็นเรื่องที่ผมคิดว่าไม่ได้มีผลทางด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเดียว แต่มีผลทางด้านเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตด้วย”

“เข้าใจง่ายๆ ก็คือ การปลูกต้นไม้ที่สามารถดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ได้นั่นเอง ไม่ว่าจะเป็นป่าชายเลนหรือป่าบก เกิดเป็นระบบนิเวศที่ช่วยดูดซับคาร์บอน และสร้างความหลากหลายทางชีวภาพให้กับสัตว์ป่าตามธรรมชาติได้ ทั้งหมดนี้เป็นวงจรที่เสริมกันทั้งหมด”

การจัดกิจกรรมชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Natural Climate Solution – NCS) เช่นการปลูกต้นไม้ ปลูกป่าชายเลนและหญ้าทะเล

“เพราะฉะนั้นการปลูกป่าแล้วก็การจัดการระบบนิเวศหรือสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เช่น มีทั้งป่ามีทั้งน้ำ แล้วชาวบ้านสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์จากน้ำตรงนี้ได้ด้วย ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบที่เพิ่มคุณภาพชีวิตทั้งในแง่เศรษฐกิจ ทั้งในแง่คุณภาพชีวิตสำหรับการยังชีพ พร้อมกับเป็นการรักษาสิ่งแวดล้อมที่ดีที่สุดวิธีหนึ่งด้วย แล้วพอเกิดป่า เกิดน้ำ ก็เกิดอาชีพตามมาจากประโยชน์ของป่าเศรษฐกิจ ชาวบ้านก็จะได้รับประโยชน์โดยทั่วกัน”

เอสซีจีมุ่งสร้างสรรค์นวัตกรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ภายใต้แนวทาง ESG (Environmental, Social, Governance) ผ่านสินค้า บริการและโซลูชันที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

แนวคิดการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนที่ประกอบด้วย E – Environment สิ่งแวดล้อม, S – Social สังคม และ G – Governance ธรรมาภิบาล จึงอยู่ในวงจรความยั่งยืนที่จะก้าวต่อไปร่วมกันด้วยจุดมุ่งหมายเดียวกันที่ความยั่งยืน “การลดความเหลื่อมล้ำก็เป็นจุดประสงค์หนึ่งของเรา แล้วพอชาวบ้านมีอาชีพ มีกินมีใช้ ก็จะนึกถึงสิ่งแวดล้อมต่อไป เพราะฉะนั้นเหล่านี้มันเสริมซึ่งกันและกันหมดนะครับ มันไม่สามารถที่จะอยู่โดดเดี่ยวได้”

“เรื่องนี้ไม่ใช่ภาระของรุ่นลูกรุ่นหลาน แต่เป็นภาระของพวกเราที่อยู่ในปัจจุบันที่ต้องเริ่ม และก็ต้องทำให้เต็มที่เพื่อให้เป้าหมายของการลดก๊าซเรือนกระจกประสบความสำเร็จได้ เพราะเป็นเรื่องที่เร่งด่วนที่ทุกคนต้องให้ความสำคัญและร่วมมือกันทำทันที ซึ่งถ้าทั้งหมดนี้ ทุกคนตระหนักถึงวิกฤตครั้งใหญ่ร่วมกัน รู้หน้าที่ของตัวเอง และลงมือทำอย่างรวดเร็ว ผมคิดว่าสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา นั่นคือเป้าหมายที่เราตั้งไว้ ไม่ว่าจะ 2030 หรือ 2050 ก็จะสำเร็จได้อย่างดี”

“จากสภาวะภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรง การขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติและปัญหาโรคภัยไข้เจ็บ ที่กระทบการดำเนินการใช้ชีวิตของผู้คนยุคปัจจุบันและลูกหลาน เอสซีจี ในฐานะผู้นำด้านการอยู่อาศัยเชื่อว่า หากทุกคนร่วมมือกันจะสามารถเปลี่ยนแปลงปัญหาเหล่านี้ไปสู่สภาวะที่ดีขึ้นได้ เราจึงมุ่งมั่นพัฒนาโซลูชันผลิตภัณฑ์และบริการ ด้วยนวัตกรรม เทคโนโลยี ผนวกกับแนวทาง ESG 4 Plus เพื่อตอบสนองต่อรูปแบบการดำเนินชีวิตและความต้องการของลูกค้าโดยยืนหยัดที่จะรักษาสิ่งแวดล้อมและสร้างผลกระทบต่อโลกให้น้อยที่สุด”

ในฐานะผู้นำด้านการอยู่อาศัย เอสซีจีได้มองเห็นถึงแนวทางการแก้วิกฤติที่โลกกำลังเผชิญอยู่ และมุ่งมั่นในการส่งมอบคุณค่าให้แก่สังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อม จึงเกิดเป็นกลยุทธ์ ESG 4 Plus ที่วางเป้าหมายเรื่อง Net Zero และ Go Green เพื่อช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในสังคม

เป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ และฉลาก SCG Green Choice

Net Zero คือเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ ผ่านกระบวนการใช้พลังงานที่สะอาด การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน การใช้พลังงานให้น้อยลง ตลอดจนการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นด้านเทคโนโลยี หรือการใช้ทรัพยากรให้มีคุณภาพและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้วยการพัฒนาสินค้า บริการ และโซลูชันด้านที่อยู่อาศัยเพื่อให้ตอบโจทย์ทั้งการใช้งาน ที่แข็งแรง ทนทาน คุ้มค่า และสวยงาม อีกทั้งยังสร้างมาตรฐาน SCG Green Choice เพื่อเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคที่คิดถึงเรื่องผลกระทบต่อโลกมากขึ้นทุกวัน

ฉลาก SCG Green Choice คือการรับรองผลิตภัณฑ์และบริการจากเอสซีจี ที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมได้ง่ายขึ้น การสร้างมาตรฐาน SCG Green Choice ขึ้นมา ไม่เพียงสื่อสารกับผู้ใช้เท่านั้น แต่ยังเป็นการสร้างมาตรฐานเพื่อบอกเล่าต่อสาธารณะ และสร้างแรงขับเคลื่อนในการสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อมและสังคม

ปัจจุบัน สินค้าของเอสซีจีที่ได้รับรองฉลาก SCG Green Choice มีราว 32% ของสินค้าทั้งหมด และจะเพิ่มสัดส่วนเป็น 2 เท่าคือ 67% ภายในปี 2030

สินค้า SCG Green Choice ดีกับเรา ดีกับโลกอย่างไร

ผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลาก SCG Green Choice สังเกตเห็นได้ง่าย จาก 2 องค์ประกอบสำคัญ คือ ใบไม้สีเขียว ที่แสดงถึงความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผู้บริโภค และคำว่า Green Choice ที่แสดงถึงการประหยัดพลังงาน การไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม และเป็นมิตรต่อสุขอนามัย

ซึ่งฉลาก SCG Green Choice ในกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ของเอสซีจี นั้น เกิดขึ้นเพื่อจุดประกายความคิดและสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้บริโภคในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม พร้อมกับดีต่อสุขภาพอนามัยของผู้ใช้ไปในเวลาเดียวกัน ผลิตภัณฑ์ภายใต้ฉลาก SCG Green Choice ได้ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการถูกต้องตามหลักมาตรฐานสากล โดยให้การรับรองที่ครอบคลุมถึง 3 ด้าน ได้แก่

  1. ด้านการประหยัดพลังงานและลดโลกร้อน (Climate Resilience)
  2. ด้านการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติและยืดอายุการใช้งาน (Circularity)
  3. ด้านส่งเสริมสุขอนามัยที่ดี (Well-Being)

ด้านการประหยัดพลังงานและลดโลกร้อน (Climate Resilience)

คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ช่วยด้านการใช้พลังงานหมุนเวียน และการนำพลังงานกลับมาใช้ใหม่ ตั้งแต่กระบวนการผลิตตลอดจนการใช้งาน เพื่อลดการใช้พลังงาน อาทิ ปูนงานโครงสร้าง เอสซีจี สูตรไฮบริด เป็นผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่กระบวนการผลิตที่ผลิตด้วยพลังงานทดแทน (Alternative Fuel) การใช้พลังงานชีวมวล และ Waste Heat Generator (WHG) โดยการนำลมร้อนที่ได้จากกระบวนการผลิตมาปั่นไฟฟ้าและพลังงานแสงอาทิตย์ มาทดแทนการใช้พลังงานจากไฟฟ้า ทำให้ลดการใช้พลังงานในการผลิตไปได้ถึง 38% อีกทั้งปูนงานโครงสร้าง เอสซีจี สูตรไฮบริด ยังนำเทคโนโลยี Materials Science และนวัตกรรมมาปรับใช้พัฒนาผลิตภัณฑ์ด้วย Active Ingredient ที่ให้คุณภาพความแข็งแรง ได้รับรองมาตรฐาน มอก. จึงทำให้นอกจากจะได้ผลลัพธ์ด้านงานก่อสร้างคอนกรีตที่ให้กำลังอัดสูงแล้ว ยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศได้ตั้งแต่กระบวนการผลิต อย่างน้อย 50 กิโลกรัมต่อตันปูนซีเมนต์ หรือ อย่างน้อย 2.5 กิโลกรัมต่อปูนซีเมนต์ 1 ถุง (50 kg/ถุง)

ด้านการประหยัดทรัพยากรธรรมชาติและยืดอายุการใช้งาน (Circularity)

คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีอายุการใช้งานที่ยาวนาน สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ ใช้ซ้ำ หรือสามารถสลายเป็นอินทรียวัตถุโดยไม่เป็นอันตรายต่อธรรมชาติ อาทิ ฉนวนกันความร้อน เอสซีจี รุ่น STAY COOL ฉนวนสำหรับบ้านพักอาศัยที่ติดตั้งบริเวณฝ้าเพดาน มีอายุการใช้งานยาวนานกว่า 10 ปี ด้วยความหนาพิเศษจึงมีประสิทธิภาพในการกันความร้อนได้ดี ช่วยประหยัดพลังงานไฟฟ้าอย่างยั่งยืน ตัวผลิตภัณฑ์ผลิตจากแก้วรีไซเคิล 100% ซึ่งผ่านกระบวนการทำใยแก้วที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุด ต่างจากเดิมซึ่งใช้ทรายธรรมชาติในการผลิต โดยจะผลิตเป็นฉนวนใยแก้วขนาด 6-7 ไมครอน ซึ่งเป็นขนาดใหญ่เกินกว่าจะเข้าสู่ปอดได้ ต่างจากแร่ใยหิน หรือหากมีกรณีที่เข้าสู่ร่างกาย ก็จะสามารถย่อยสลายเองได้ จึงทำให้ตัวผลิตภัณฑ์ไม่ส่งผลกระทบต่อทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้ใช้งานตลอดอายุการใช้งาน

ด้านส่งเสริมสุขอนามัยที่ดี (Well-Being) 

คือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ที่ช่วยส่งเสริมให้มีสุขอนามัยที่ดีและมีสภาพแวดล้อมที่มีความเหมาะสมต่อการทำงาน อาทิ กระเบื้องเซรามิก รุ่น Hygienic Tile (ไฮจีนิก ไทล์) ที่มีคุณสมบัติในการป้องกันและยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย ด้วยการผสมสารซิลเวอร์นาโนลงในเนื้อกระเบื้องตั้งแต่ขั้นตอนการผลิต ตัวกระเบื้องสามารถกรุได้ทั้งพื้นและผนังของทุกห้องในบ้าน หรือจะเลือกแค่ห้องที่มีโอกาสเกิดเชื้อแบคทีเรียได้ง่าย อย่างห้องครัว ห้องน้ำ และพื้นที่ซักล้างก็ได้เช่นกัน

เพราะเราลดการสร้างบ้านไม่ได้ แต่เราเลือกสร้างบ้านให้อยู่อย่างมีความสุข และรบกวนโลกให้น้อยลงได้

รู้จักฉลาก SCG Green Choice เพิ่มเติมได้ที่ Click

หรือดาวน์โหลดสินค้าและบริการ Click

SCG HOME Contact Center  ​​​​​​​02-586-2222  

กระแสปัจจุบันของภาคอุตสาหกรรมที่หันมาให้ความสนใจในหัวเรื่องการใช้พลังงานในกระบวนการผลิตและขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม สอดคล้องไปกับเทรนด์ของผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมในทุกมิติ โดยเฉพาะกับธุรกิจอุตสาหกรรมก่อสร้างที่นับว่าเป็น 1 ใน 4 อุตสาหกรรมที่ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศมากที่สุด

การพัฒนานวัตกรรมการใช้พลังงานจึงเป็นโจทย์สำคัญที่ภาคอุตสาหกรรมจะต้องเร่งคิดค้นและดำเนินการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดทั้งกับกระบวนการภายในสายพานการผลิต และการปลดปล่อยออกสู่สังคมภายนอก

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เอสซีจี ดำเนินการเชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง โดยดำเนินการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานและเลือกใช้ให้เหมาะสมสำหรับรูปแบบการทำงาน พร้อมกับปรับปรุงกระบวนการผลิตให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยเน้นภาพรวมในเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก พร้อมผลลัพธ์ในการลดใช้พลังงานจากถ่านหินและไฟฟ้า

เป้าหมายที่พลังงานทางเลือกสมบูรณ์แบบ

ภาพโครงการโซลาร์ฟาร์มที่โรงงานแก่งคอย ขยายกำลังการผลิตสู่ 4 เฟส เต็มประสิทธิภาพ

การใช้เชื้อเพลิงทดแทนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนที่ทุกภาคส่วนต้องลงมือทำ ภารกิจที่เอสซีจีจำเป็นต้องทำจึงเป็นเรื่องของการมองหาเทคโนโลยีและสร้างสรรค์นวัตกรรมที่คุ้มค่ากับการลงทุน และเหมาะสมกับกระบวนการภายในโรงงาน เพื่อให้สามารถใช้งานพลังงานทางเลือกเหล่านี้ได้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและเต็มประสิทธิภาพ

เส้นทางสู่เป้าหมายของการใช้เพิ่มการใช้เชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานหมุนเวียนของเอสซีจี เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2544 จากการนำยางรถยนต์ใช้แล้วมาเป็นเชื้อเพลิงทดแทน พร้อมกับพัฒนาพลังงานทดแทนในรูปแบบอื่นๆ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากความร้อนเหลือทิ้งในกระบวนการผลิต (Waste Heat Power Generation, WHG) พลังงานชีวมวล การผลิตก๊าซชีวภาพจากการบำบัดน้ำเสีย  โดยเฉพาะการใช้โซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ภายในพื้นที่โรงงานอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ทั้งแบบโซลาร์ฟาร์มบนบก โซลาร์รูฟทอปบนหลังคา และโซลาร์ฟาร์มลอยน้ำ เพื่อทดแทนการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิลให้มากขึ้น จนปัจจุบัน สัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานหมุนเวียนของเอสซีจีคิดเป็น 35% ของพลังงานที่ใช้ทั้งหมด

เถ้าแกลบ แหล่งพลังงานชีวมวลที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

การเริ่มต้นใหม่ย่อมมาพร้อมกับความท้าทาย ทั้งเรื่องค่าความเสถียรของความร้อนที่ไม่คงที่ ต่างจากการใช้ถ่านหินแบบเดิม ปริมาณความร้อนที่แตกต่างกันไปตามแหล่งทรัพยากรพลังงาน การจัดสรรพื้นที่จัดเก็บทรัพยากร และเครื่องจักรที่จะต้องปรับเปลี่ยนให้เข้ากับการใช้งานเชื้อเพลิงทดแทนแต่ละรูปแบบ แต่ความพยายามปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้เกิดการเริ่มต้น และดำเนินการต่อไปได้ คือความหมายสำคัญที่ซ่อนอยู่ในความมุ่งมั่นครั้งนี้

ปัจจุบัน โรงงานปูนซีเมนต์สามารถเพิ่มการใช้เชื้อเพลิงทดแทนในบางโรงงานได้ถึง 50% แล้ว โดยโรงงานปูนซีเมนต์ในประเทศมีแผนจะเลิกใช้ถ่านหิน (Zero Coal) 100% ภายในปี 2030 และเป้าหมายที่ตั้งไว้สูงสุดคือไม่ใช้พลังงานจากภายนอกเลย

ตัวอย่างจริง และผลลัพธ์จริงจากการใช้งานเชื้อเพลิงทดแทน

พาชมเชื้อเพลิงทดแทนและพลังงานหมุนเวียนแต่ละรูปแบบที่ทางโรงงานของเอสซีจีเลือกใช้ และเห็นผลลัพธ์ในการช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงจากถ่านหินและการซื้อไฟฟ้าจากภายนอกได้จริง

พลังงานที่ใช้งานในโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ของเอสซีจี แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ พลังงานไฟฟ้า ที่ได้มาจากการไฟฟ้า พลังงานทดแทนที่เกิดจากการหมุนมอเตอร์ รวมทั้งแผ่นโซลาร์ และพลังงานความร้อนจากการเผาวัตถุดิบ จากเดิมที่เคยใช้ถ่านหิน เปลี่ยนมาใช้งานชีวมวลและ RDF (Refuse Derived Fuel – เชื้อเพลิงขยะมูลฝอย) เพื่อให้ความพยายาม Zero Coal หรือการเลิกใช้ถ่านหินโดยสมบูรณ์เกิดขึ้นได้จริง

01 Solar Farm และ Solar Floating – พลังงานแสงอาทิตย์

DCIM\100MEDIA\DJI_0096.JPG

จากพื้นที่ว่างเปล่า ติดตั้งแผงโซลาร์รับพลังงานแสงอาทิตย์ ก็แปรเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าสำหรับใช้ภายในโรงงานได้เป็นอย่างดี โดยการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แบ่งได้เป็น 2 รูปแบบตามพื้นที่ติดตั้ง ได้แก่ Solar Farm หรือการติดตั้งบนพื้นดิน ยกตัวอย่างที่โรงงานแก่งคอยที่มี 3 เฟส ปัจจุบันกำลังดำเนินการติดตั้งเพิ่มเติมอีก 1 เฟส เพื่อให้กำลังไฟเพียงพอกับการใช้งาน

ส่วน Solar Floating เป็นการใช้พื้นที่ผิวน้ำว่างเปล่าในอ่างเก็บน้ำจากเหมืองเดิม การติดตั้งฟาร์มแผ่นโซลาร์แบบลอยน้ำมีข้อควรคำนึงในการติดตั้งมากกว่าบนดิน เพราะมีเรื่องของการรักษาระบบนิเวศภายในน้ำให้เป็นไปอย่างปกติด้วย สำหรับการติดตั้งโซลาร์แบบลอยน้ำขนาดใหญ่ที่สุดอยู่ที่โรงงานท่าหลวง ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็น 3 เท่าของโรงงานเขาวง เฉพาะที่โรงงานเขาวงการันตีกำลังการผลิตที่ 2.5 เมกะวัตต์/วัน และใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์ทดแทนพลังงานจากการไฟฟ้าในสายพานการผลิต

02 Biomass และ Energy Pallet – เศษวัสดุจากการเกษตร จำพวกแกลบ ขี้เลื่อย ใบอ้อย

หญ้าฟางเหลือใช้การเกษตรของชาวบ้าน สู่การเป็นแหล่งพลังงานที่เป็นมิตรกับโลก

ชีวมวลจากเศษวัสดุทางการเกษตรมีหลักการผลิตพลังงาน โดยการเผาเพื่อให้เกิดความร้อน โดยจำเป็นจะต้องลุกไหม้ให้หมดภายใน 3 วินาที เพื่อไม่ให้เกิดคาร์บอนส่วนเกินจากการเผาไหม้ที่จะสร้างปัญหาต่อในระบบ พร้อมกับเป็นการจัดการใช้งานให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด

รูปแบบการจัดการชีวมวลจากเกษตรกรต้นทาง แบ่งได้เป็นสองแบบคือ รับซื้อจากเกษตรกรภายในโรงงาน ซึ่งสามารถบดอัดและนำไปใช้เผาได้เลย และอีกรูปแบบการรับเศษวัสดุทางการเกษตรจากเกษตรกรแบ่งเป็น รับซื้อหน้าโรงงาน หรือส่งทีม Eco Partner ไปพร้อมกับเครื่องจักรย่อย บีบอัด และจัดเก็บ บริการเกษตรกรถึงพื้นที่หน้างาน โดยเครื่องจักรจะบีบอัดให้เป็น Pallet (ก้อนขนาดเล็ก) หรือ Briquette (ก้อนขนาดใหญ่) เพื่อความสะดวกต่อการขนส่งและจัดเก็บของทั้งเกษตรกรและโรงงาน

เครื่องจักรย่อยและบีบอัดชีวมวลให้เป็นก้อนขนาดเล็ก เพื่ออำนวยความสะดวกระหว่างการขนส่งและจัดเก็บ

ปัจจุบันที่โรงงานเขาวงมีการใช้พลังงานจากชีวมวลปริมาณ 800-900 ตัน/วัน คิดเป็น 30% ของการใช้พลังงานในโรงงาน ส่วนโรงงานแก่งคอยจะใช้ 700 ตัน/วัน

03 RDF (Refuse Derived Fuel) – โรงงานผลิตเชื้อเพลิงจากขยะ

รวบรวมขยะเหลือทิ้ง ก่อนนำไปเผาให้กลายเป็นแหล่งพลังงานสำหรับการผลิตต่อไป

จากเศษขยะเหลือทิ้งที่คนไม่เห็นค่า แท้จริงแล้วนี่คือแหล่งพลังงานชั้นดีให้กับกระบวนการผลิต โดยเริ่มต้นจากการจัดตั้งทำโรงคัดแยกขยะ โรงเก็บสะสม เพื่อนำขยะเหลือทิ้งไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในแง่การผลิตพลังงาน พร้อมกันกับการลงทุนในเทคโนโลยีด้วยการมองภาพรวมของสังคมที่การลดขยะเหลือทิ้ง และใช้งานขยะอย่างเต็มประสิทธิภาพมากที่สุด

ผลที่ตามมาจากการเผา RDF คือการเกิดสารประกอบคลอไรด์คงเหลือส่วนเกินจากกระบวนการ ซึ่งทำให้อุดตันในระบบการผลิตและอาจส่งผลต่อคุณภาพของปูน จึงต้องคิดแก้ปัญหาต่อด้วยการติดตั้ง Chloride Bypass เพื่อให้การใช้ RDF เกิดประสิทธิภาพสูงสุด และหมุนเวียน Chloride ส่งไปใช้ประโยชน์เป็นส่วนประกอบของปุ๋ยคลอไรด์ขายต่อให้กับเกษตรกรต่อไป

04 Waste Heat Generator (WHG) – ลมร้อนเหลือทิ้งจากหม้อเผา

การใช้งานนวัตกรรมที่เปลี่ยนลมร้อนจากเตาเผาให้หมุนเวียนกลับมาเป็นแหล่งพลังงานอีกครั้งหนึ่ง

ลมร้อนเหลือทิ้งที่เกิดจากกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์ หรือลมร้อนจากหม้อเผา ถูกหมุนเวียนกลับมาเป็นแหล่งพลังงานผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้า และน้ำร้อนจากการควบแน่นระหว่างกระบวนการผลิตจะถูกทำให้เย็นลง และหมุนเวียนกลับมาใช้งานผ่านเครื่องจักรต่อไป นับว่าเป็นการหมุนเวียนวัตถุดิบและแหล่งพลังงานจากกระบวนการผลิตอย่างแท้จริง

แม้จะเป็นพลังงานที่มีจำนวนจำกัดเพราะขึ้นอยู่กับปริมาณในกระบวนการผลิต แต่เอสซีจีก็มีความพยายามที่จะใช้งานพลังงานจากลมร้อนที่สูญเสียไปให้เกิดประโยชน์สูงสุด ซึ่งการใช้งาน WHG เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2552 โดยเฟสแรกที่โรงงานทุ่งสงและโรงงานท่าหลวง ส่วนเฟส 2 อยู่ที่โรงงานแก่งคอย โดยปัจจุบันนี้การใช้งาน WHG ช่วยลดการใช้พลังงานไฟฟ้าลงไปได้ถึง 35%

05 EV – การใช้รถพลังงานไฟฟ้า

ยานพาหนะใช้งานภายในโรงงานทยอยปรับสู่การใช้งานรถพลังงานไฟฟ้า

ภายในโรงงานเองมีความพยายามในการปรับเปลี่ยนการขนส่งและสัญจรภายในมาสู่การใช้งานรถพลังงานไฟฟ้า ทั้งกับรถเหมือง รถยกเล็ก และรถโม่ CPAC หากแต่การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดในคราวเดียวมีข้อควรคำนึงในเรื่องของค่าใช้จ่าย ประเภทของรถที่ใช้งาน และการจัดการกับรถแบบเดิม การทำงานทั้งหมดจึงต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็ไม่หยุดที่จะทดลองและลงมือทำ

ณ ตอนนี้รถยนต์ไฟฟ้าภายในโรงงานของเอสซีจีทยอยเริ่มปรับเปลี่ยนรถเหมือง รถยกเล็ก และรถโม่ CPAC บางส่วน ซึ่งรถบรรทุกหินปูนในเหมืองพลังงานไฟฟ้าที่ใช้งานอยู่นี้นับเป็น 4 คันแรกในประเทศไทย

เรื่องราวพลังงานยังมีอาณาบริเวณของความรู้ความเข้าใจที่กว้างขวางต่อไปแบบไม่รู้จบ ด้วยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น ทางเลือกการใช้ทรัพยากรที่แตกต่าง หรือการลงทุนทั้งแรงกาย แรงใจ และแรงทรัพย์ หากแต่ความมุ่งมั่นที่พร้อมเปลี่ยนเพื่อโลกที่ยั่งยืน อยู่ในดีเอ็นเอของชาวเอสซีจีที่ต้องการสร้างสรรค์นวัตกรรม ปูทางไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ให้เกิดขึ้นจริงได้ภายในปี 2050

แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของเอสซีจี กับการลดโลกร้อนและเป้าหมาย Net Zero 2050

เนื่องจากเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals – SDGs) ส่งผลให้เกิดความเปลี่ยนแปลงวิถีการบริหารจัดการทั้งด้านสังคม การบริหารธุรกิจ แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงเป็นหนึ่งกลไกที่รัฐบาล และภาคเอกชน ได้นำมาประยุกต์ใช้ เพื่อสร้างโอกาสทางนวัตกรรมที่จะนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน 

ในระบบเศรษฐกิจแบบเส้นตรง วัตถุดิบที่มาจากทรัพยากรธรรมชาติถูกผลิตขึ้นเป็นผลิตภัณฑ์ และถูกกำจัดทิ้งเมื่อเสร็จสิ้นการใช้ประโยชน์ ในทางกลับกัน ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนมีเป้าหมายเพื่อปิดช่องว่างระหว่างการกระบวนการผลิตและวัฏจักรของระบบนิเวศตามธรรมชาติ ซึ่งมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งในวัฏจักรนี้ด้วย

 World Economic Forum นิยามเศรษฐกิจหมุนเวียน ว่าเป็นระบบอุตสาหกรรมที่ได้รับการบูรณะ หรือสร้างใหม่ อย่างมีเจตนาร่วมกับการออกแบบ โดยเข้ามาแทนที่แนวคิดเรื่องหมดอายุการใช้งานด้วยการฟื้นฟู เปลี่ยนไปสู่การใช้พลังงานหมุนเวียน ขจัดการใช้สารเคมีที่เป็นพิษ ซึ่งทำให้เกิดการนำกลับมาใช้ซ้ำ และเข้าสู่นิเวศการผลิตอีกครั้ง และมีเป้าหมายเพื่อกำจัดของเสียผ่านการออกแบบวัสดุ ผลิตภัณฑ์ ระบบ รวมไปถึงแผนธุรกิจ

ในประเทศไทย รัฐบาลได้พยายามผลักดันนโยบายเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนผ่าน BCG Economy หรือ เศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-Green Economy)  

BCG Economy  เป็นโมเดลเศรษฐกิจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน เป็นแนวคิดการนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ไปยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนให้กับ 4 อุตสาหกรรมเป้าหมาย (S-curves) ได้แก่ อุตสาหกรรมเกษตรและอาหาร อุตสาหกรรมพลังงานและวัสดุ อุตสาหกรรมสุขภาพและการแพทย์ และอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและบริการ โดยวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม จะเข้าไปช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้กับผู้ผลิตที่เป็นฐานการผลิตเดิม เช่น เกษตรกรและชุมชน ตลอดจนสนับสนุนให้เกิดผู้ประกอบการที่ผลิตสินค้าและบริการที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นด้วยนวัตกรรม

นอกจากนี้ ในส่วนของภาคธุรกิจต่างก็ได้รับปัจจัยเร่งเรื่องการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วยหลักการ ESG คือ การนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคมและการกำกับดูแลหรือธรรมาภิบาลมาพิจารณาในการวิเคราะห์ คัดเลือก และบริหารการลงทุน เพื่อสร้างโอกาสให้กับธุรกิจและดึงดูดนักลงทุน

การดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของเอสซีจี

เอสซีจีให้ความสำคัญกับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยดำเนินการภายใต้หลักการ “ผลิต-ใช้-วนกลับ” เพื่อจัดการและรับมือกับปัญหาขยะ การขาดแคลนทรัพยากรของโลก และการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ผ่านการส่งเสริมแนวปฏิบัติ SCG Circular Way ที่สร้างความร่วมมือกับทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง และใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าให้ทรัพยากรอย่างสูงสุดและจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ

เป้าหมายและแนวทางของหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนของเอสซีจี จึงเป็นการรักษาคุณค่าของทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้เกิดการใช้ทรัพยากรใหม่น้อยที่สุด โดยการสร้างระบบการผลิตใหม่ (Re-process) ผ่านการออกแบบใหม่ (Re-design) การสร้างคุณค่าใหม่ (Added value) การสร้างนวัตกรรมใหม่ (Innovation) การสร้างความร่วมมือ (Collaboration) เพิ่มขึ้น ทั้งที่เกี่ยวข้องและไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และการใช้ซ้ำ (Reuse) ถือเป็นการสร้างคุณค่าที่ดีขึ้นและสร้างความยั่งยืนให้กับสิ่งแวดล้อม ชุมชน สังคม รวมถึงธุรกิจอีกด้วย

แนวทางปฏิบัติตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนของเอสซีจี

1. การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) เพื่อให้มีความทนทาน และมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น เอื้อต่อการแยกชิ้นส่วนเพื่อรีไซเคิล หรือใช้ซ้ำ หรือผลิตภัณฑ์ที่ใช้ทรัพยากรน้อยลงแต่คุณภาพยังคงเดิม

2. การจัดหาทรัพยากร (Resource Input) การใช้วัตถุดิบที่ได้จากการรีไซเคิลและการใช้ซ้ำ หรือการเลือกใช้ทรัพยากรที่มาจาก Renewable Resources ในการผลิตสินค้า และการใช้พลังงานทดแทนในกระบวนการผลิต

หญ้าฟางจากเกษตรกรที่รอหมุนเวียนเป็นทรัพยากรของพลังงานชีวมวลต่อไป
เถ้าแกลบก็เป็นอีกหนึ่งในของเหลือใช้จากภาคเกษตรที่กลายมาเป็นทรัพยากรในการผลิตพลังงานชีวมวลสำหรับใช้งานภายในโรงงาน
การใช้งานนวัตกรรมที่เปลี่ยนลมร้อนจากเตาเผาให้หมุนเวียนกลับมาเป็นแหล่งพลังงานอีกครั้งหนึ่ง

3. การผลิต (Manufacturing) โดยใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และการใช้เครื่องจักรอัตโนมัติ (Autonomation) เพื่อเพิ่มความแม่นยำในกระบวนการผลิต ซึ่งส่งผลให้ของเสียจากกระบวนการผลิต การใช้น้ำและพลังงานลดลง

4. การขาย การตลาด และการขนส่ง (Sale and Distribution) ส่งเสริมระบบขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และใช้ระบบการเช่าสินค้า (Leasing) และ Sharing Platform เพื่อให้การขายและขนส่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมถึงการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลรวบรวมข้อมูลเพื่อให้เกิดการ Optimization ในขั้นตอนการขายและขนส่ง

การปรับใช้ยานยนต์ไฟฟ้าในกระบวนการขนส่ง

5. การใช้งานผลิตภัณฑ์ (Product Use) จากการออกแบบที่ทนทานมากขึ้น และง่ายต่อการแยกชิ้นส่วน พร้อมด้วยการบริการซ่อมบำรุง ทำให้การใช้ผลิตภัณฑ์เกิดประสิทธิภาพยาวนานมากที่สุดตลอดช่วงอายุการใช้งาน

การทาสีหลังคา สำหรับหลังคาเก่าสภาพโทรม เพื่อยืดอายุการใช้งาน

6. การกำจัด (Recovery) ผลิตภัณฑ์ที่สิ้นอายุจะผ่านกระบวนการจัดการที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งของเสียไปยังหลุมฝังหลบ เกิดการหมุนเวียนวัตถุดิบจากผลิตภัณฑ์ที่สิ้นอายุให้อยู่ในวงจรการผลิตและบริโภคให้นานที่สุด โดยประยุกต์ใช้กระบวนการนำกลับต่างๆ เช่น การใช้ซ้ำ การรีไซเคิล การนำกลับพลังงานจากขยะ


หลักเศรษฐกิจหมุนเวียน ไม่ใช่ทางเลือกของธุรกิจ แต่เป็นกุญแจสำคัญที่จะบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาอย่างยั่งยืนทั้งในมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม

การนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้ จะช่วยก่อให้เกิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ เพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อธุรกิจทั้งในปัจจุบันและอนาคต สร้างความสามารถในการแข่งขัน และช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตได้ ซึ่งในที่สุดจะนำไปสู่การลดการพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ สร้างคุณค่าให้แก่องค์กรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

การประยุกต์ใช้หลักเศรษฐกิจหมุนเวียนในหน่วยธุรกิจของเอสซีจี

  • แปรรูปเศษหัวเสาเข็มจากการก่อสร้างให้มีมูลค่า กับการบริหารจัดการเศษคอนกรีตจากหัวเสาเข็ม (Pile Waste Solution)
จากหัวเสาเข็มเหลือใช้ กลายเป็นวัสดุตั้งต้นใหม่ให้กับงานก่อสร้าง

ในงานก่อสร้างโครงสร้าง เศษหัวเสาเข็มคอนกรีตเป็นของเสียที่มีน้ำหนักมากที่สุดซึ่งเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และจะถูกกำจัดโดยการนำไปฝังกลบ โดยอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของเจ้าของโครงการ 

ธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้างจึงนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนเข้ามาใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้าง โดยการบริหารจัดการเศษคอนกรีตจากหัวเสาเข็ม (Pile Waste Module) ซึ่งเป็นวิธีจัดการเศษเสาเข็มเพื่อลดการนำเศษหัวเสาเข็มคอนกรีตไปฝังกลบ โดยนำมาผ่านกระบวนการบดย่อย และนำไปใช้แทนวัสดุก่อสร้างในงานต่างๆ เช่น วัสดุรองพื้นทางสำหรับทำถนน หรือที่จอดรถ และแผ่นคอนกรีตสำเร็จรูป เป็นต้น

เศษคอนกรีตที่นำไปใช้งานมีคุณสมบัติเทียบเท่าคอนกรีตปกติ และยังช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ ลดมลภาวะ ลดการขนส่งเพื่อนำไปกำจัด และยังช่วยลดการ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการ นับเป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ของจัดการเศษหัวเสาเข็มตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน

Pile Waste Module เกิดจากความร่วมมือกับเจ้าของโครงการ ผู้พัฒนาโครงการ และผู้รับเหมาก่อสร้าง โดยตั้งแต่ปี 2020-2021 มีโครงการก่อสร้างอาคารเข้าร่วมแล้ว 22 โครงการจาก 11 บริษัท เมื่อปี 2021 เอสซีจีได้เข้าไปจัดการเศษเสาเข็ม และนำไปบดย่อย เพื่อเป็นวัสดุก่อสร้างลานจอดรถของบริษัท Covestro Thailand และเป็นวัสดุรองพื้นทางของห้างสรรพสินค้าเซนทรัล จังหวัดจันทบุรี 

เมื่อคำนวนรวมเศษเสาเข็มจากโครงการต่างๆ กลับมาใช้ใหม่ พบว่ามีจำนวน 14,096 ตัน คิดเป็นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประมาณ 1,397 ตันคาร์บอนไดออกไซด์

  • SCG GREEN CHOICE
ปูนงานโครงสร้าง เอสซีจี สูตรไฮบริด ผลลัพธ์ผลิตภัณฑ์จากความมุ่งมั่นเพื่อโลก

นอกจากความมุ่งมั่นในการพัฒนาสินค้า บริการ และโซลูชัน เพื่อตอบโจทย์ด้านคุณสมบัติในการใช้งานแล้ว โจทย์ข้อสำคัญที่เอสซีจีกำลังพัฒนาคือ ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ได้รับตราสัญลักษณ์ SCG Green Choice ฉลากรับรองผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ตรงตามมาตรฐาน

โดยผลิตภัณฑ์ที่ได้รับตราสัญลักษณ์ จะต้องมีคุณสมบัติสีเขียว ได้แก่ ช่วยประหยัดพลังงาน ลดโลกร้อน (Climate Resilience) ประหยัดทรัพยากรธรรมชาติ และยืดอายุการใช้งาน (Circularity) และสุขอนามัยที่ดี (Well-Being) 

ยกตัวอย่างในผลิตภัณฑ์ปูนซีเมนต์ของเอสซีจีที่ได้รับฉลาก SCG Green Choice อย่างปูนงานโครงสร้างเอสซีจี สูตรไฮบริด มีการพัฒนาคุณสมบัติด้านการใช้งานด้วยการเพิ่มความแข็งแรง กำลังอัดสูง โครงสร้างทนทานยาวนานเป็นพิเศษ ร่วมกันกับความคงทนต่อการขัดสี จึงลดการหลุดล่อนได้ดีกว่าปูนโครงสร้างทั่วไป คงทนยาวนานตลอดอายุการใช้งาน ควบคู่กันไปกับการพัฒนาคุณสมบัติที่ทำให้ได้รับการรับรองฉลาก SCG Green Choice นั่นคือช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการผลิต อย่างน้อย 50 กิโลกรัมต่อตันปูนซีเมนต์

เหล่านี้เกิดจากความมุ่งมั่นและพยายามในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในทุกมิติ ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการผลิต จนส่งถึงมือผู้บริโภค เพื่อสร้างมาตรฐานใหม่ที่ยั่งยืนกว่าให้กับสินค้า บริการ และโซลูชั่นของเอสซีจี

  • สร้างความร่วมมือกับพันธมิตร ต่อยอดแนวคิด SCG Circular Way 
เอสซีจีร่วมเป็นสมาชิกในกลุ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง (CECI)

เอสซีจีเป็นสมาชิกหนึ่งในกลุ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง (CECI) ซึ่งมีวิสัยทัศน์ คือ “ร่วมกันยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียนมาประยุกต์ใช้และเพิ่มความสามารถในการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีและผลตอบแทนทางสังคม”

เอสซีจีมุ่งมั่นขยายเครือข่ายความร่วมมือ พร้อมนำเสนอนวัตกรรมของเอสซีจีมายกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น โครงการ Pile Waste Solution โดยในปี 2564 มีงานก่อสร้างอาคารที่เข้าร่วมโครงการแล้ว 10 โครงการ จาก 5 บริษัท คิดเป็นจำนวนเศษเสาเข็มกว่า 2,854 ตัน เทียบเท่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 283 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ และยังมีโครงการนำเศษวัสดุก่อสร้างอื่นๆ กลับมาใช้เป็นวัสดุทดแทนวัตถุดิบธรรมชาติในการผลิตปูนซีเมนต์ รวมทั้งขยายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่นๆ ต่อไป

นับตั้งแต่ผู้บริโภคเริ่มให้ความสนใจกับการบริหารธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล (ESG) เอสซีจีได้ประยุกต์ใช้หลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนในการดำเนินงานตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยพิจารณาจากปัจจัยขับเคลื่อนทางธุรกิจ ความเสี่ยงหลักและโอกาสในการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึง ESG รวมถึงประเด็นด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่สำคัญ เพื่อช่วยเร่งขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายและสร้างผลกระทบเชิงบวกแก่เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมได้มากที่สุดในทุกแห่งที่ดำเนินธุรกิจ

ปัญหาโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่รุนแรงมากขึ้น นำมาซึ่งความร่วมมือของทั่วโลกเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และใช้นวัตกรรมดูดกลับก๊าซเรือนกระจก และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียที่ต้องการให้เอสซีจีเปิดเผยและจัดการประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งยังมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับการออกกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย และการแข่งขันในตลาดสินค้าคาร์บอนต่ำ 

เอสซีจีจึงตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นไปตามความตกลงปารีส ซึ่งมีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้สูงเกิน 1.5 องศาเซลเซียส และการปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 โดยกำกับดูแลและดำเนินการอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ตามแนวทางสากลในทุกหน่วยธุรกิจเพื่อบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้

ในด้านพลังงาน เอสซีจีมีแผนลดการใช้พลังงาานฟอสซิล ปรับมาใช้เชื้อเพลิงหมุนเวียนและพลังงานทดแทน รวมไปถึงปรับแผนบริหารจัดการในกระบวนการผลิต

ในปัจจุบัน เอสซีจีได้พัฒนานวัตกรรมเพื่อสิ่งแวดล้อม โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลกับการก่อสร้างที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รวมไปถึงผลิตสินค้าที่มีฉลาก SCG Green Choice เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้บริโภคที่มีความใส่ใจเรื่องสิ่งแวดล้อม

ในด้านของการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เอสซีจีได้ใช้หลักการเศรษฐกิจหมนุนเวียนในหน่วยธุรกิจของเอสซีจี รวมไปถึงการบริหารจัดการของเสียจากการก่อสร้างอย่างเป็นระบบ

การแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศแบบธรรมชาติ พาเรากลับสู่ธรรมชาติ

นอกจากแผนการปฏิบัติงานภายในองค์กรแล้ว องค์กรธุรกิจทั่วโลก รวมถึงเอสซีจี ต่างให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศแบบธรรมชาติ (Natural Climate Solutions: NCS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการบรรเทาปัญหาสภาพภูมิอากาศที่ควบคุมกระบวนการทางธรรมชาติเพื่อลดหรือกำจัดก๊าซเรือนกระจก เพื่อกระตุ้นการนำ NCS ไปใช้ในวงกว้าง

โดยแนวทางปฏิบัติ NCS ครอบคลุมตั้งแต่วิธีการปฏิบัติและนโยบายเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ไปจนถึงเพิ่มและรักษาพื้นที่กักเก็บคาร์บอน เช่น การเพิ่มและรักษาพื้นที่ป่าบนบกและชายฝั่งตามธรรมชาติ รวมไปถึงการบูรณาการแผนบริการจัดการพื้นที่ป่าที่เกี่ยวข้องกับชุมชน

ในต่างประเทศ โครงการที่เกี่ยวกับ NCS ได้เกิดขึ้นในหลายระบบนิเวศทั่วโลก โดยจุดประสงค์เพื่อฟื้นฟู ปกป้อง และรักษา พื้นที่ดูดซับคาร์บอนตามธรรมชาติ

กรณีตัวอย่างจากบริษัทแอมะซอน ได้ลงทุนจำนวน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าไม้ พื้นที่ชุ่มน้ำ และทุ่งหญ้าทั่วโลก โดยหนึ่งในโครงการที่ร่วมมือกับ The Nature Conservancy เป็นโครงการมูลค่า 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ  ที่สนับสนุนการช่วยเหลือประชาชนที่อยู่รอบพื้นที่ป่าในภาคตะวันออกของสหรัฐอเมริกาให้เกิดการจัดตั้งคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ แอมะซอนยังทุ่มงบประมาณราว 3.75 ล้านยูร เพื่อช่วยเหลือหลายเมืองในยุโรป โดยเริ่มต้นที่เบอร์ลิน ให้เกิดการส่งเสริมความหลากหลายทางชีวภาพ ลดเกาะความร้อนในเมือง และปรับปรุงการจัดการน้ำที่เกิดจากพายุ

เนสท์เล่กำลังลงทุนเรื่องการฟื้นฟูพื้นที่ป่าในประเทศกานาและโกตดิวัวร์ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความมุ่งมั่นเพื่อยุติการตัดไม้ทำลายป่าในห่วงโซ่อุปทานโกโก้ จนถึงตอนนี้ บริษัทได้แจกจ่ายต้นไม้นับล้านต้น และฝึกอบรมเกษตรกรในภูมิภาคกว่า 10,000 คน เกี่ยวกับความสำคัญของการปกป้องป่าไม้ และแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดทางการเกษตร

แอปเปิ้ลและองค์กรอนุรักษ์นานาชาติกำลังร่วมมือกันอนุรักษ์ป่าชายเลนขนาด 6,830 ไร่ในโคลอมเบีย ซึ่งเป็นป่าชายเลนที่มีคาร์บอนเครดิตครบถ้วนแห่งแรกของโลก

ในส่วนของเอสซีจี ก็ได้ก่อตั้งโครงการที่เกี่ยวข้องกับประเด็น NCS มาอย่างยาวนาน ทั้งเรื่องการฟื้นฟูพื้นที่ป่าในโรงงาน และบริเวณโดยรอบ รวมไปถึงโครงการที่รักษาระบบนิเวศชายฝั่งของประเทศไทย

เหมืองใกล้โรงงานที่แก่งคอย สระบุรี เมื่อใช้งานเสร็จสิ้นแล้ว มีการปลูกต้นไม้ให้พื้นที่สีเขียวให้ค่อยๆ คืนกลับมา

เทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน โจทย์ใหญ่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือ 

ปัจจุบัน เอสซีจีกำลังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาวิจัยวิจัยในเทคโนโลยีขั้นสูง (Deep Technology) เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) การใช้ปัญญาประดิษฐ์เพิ่มประสิทธิภาพการผลิตพลังงานทดแทน (AI Supervisory for Energy Analytics) รวมไปถึงอยู่ระหว่างการศึกษาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS)

CCUS เป็นเป็นเทคโนโลยีการดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) และนำมากักเก็บภายใต้พื้นดินหรือใช้ในกระบวนการผลิตทางอุตสาหกรรมอื่นๆ แนวคิดนี้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ครั้งแรกในด้านการผลิตน้ำมันในขั้นตอนที่เรียกว่า “การสูบน้ำมันแบบก้าวหน้า” (Enhanced oil recovery : EOR) ตั้งแต่ปี 1970

โดยในอนาคตเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) จะกลายมาเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีระดับสูงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมจากทุกภาคส่วนและหลายมิติ

ทั้งในส่วนของทรัพยากรบุคคลที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญจากหลายสาขาเข้ามาทำงานร่วมกัน และในส่วนของระบบ เช่น  การจัดตั้ง Consortium ซึ่งมีบางกลุ่มเกิดขึ้นแล้ว อย่าง CCUS Consortium

ในการพัฒนาเทคโนโลยีจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายการทำงานที่เชื่อมโยงกันทั้งภาครัฐ เอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อให้การถ่ายทอดเทคโนโลยีเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ดังเช่นที่เกิดขึ้นแล้วในหลายประเทศแถบยุโรป ดังนั้น ประเทศไทยอาจจำเป็นต้องศึกษากรณีตัวอย่างจากต่าปงระเทศที่มีเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บคาร์บอน โดยนำจุดเด่นของแต่ละประเทศมาปรับใช้ในเหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย

นอกจากนี้ ด้านการเงินและการลงทุนยังเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยให้การศึกษา วิจัย พัฒนา และบูรณาการให้เกิดเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์การปฏิบัติงานจริงได้ 

คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 เป็นเป้าหมายของเอสซีจี แต่ต้องอาศัยความร่วมมือตั้งแต่ระดับผู้บริโภค ผู้ประกอบการ ไปจนถึงระดับประเทศ โดยต้องให้ความสำคัญกับทรัพยากรคนและเงินทุนที่จะใช้ในการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม ที่ต้องใช้งานได้จริงและแก้ปัญหาได้ 

เพราะเป้าหมาย Net Zero ต้องมาจากการผลักดันในหลายภาคส่วนของสังคม เอสซีจี ในฐานะองค์กรแห่งความยั่งยืน จึงมุ่งสร้างพันธมิตรทั้งภาคธุรกิจ – ภาคการวิจัยและเครือข่ายการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เพื่อบรรลุเป้าหมายสังคมไร้คาร์บอนอย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ภาวะโลกรวน กำลังทวีความรุนแรงขึ้นทุกขณะ  ตัวการสำคัญคือ Green House Gas (GHG) หรือ ก๊าซเรือนกระจก  ส่งผลให้อุณหภูมิโลกยังคงสูงขึ้นต่อเนื่อง และยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงได้อย่างง่ายๆ 

ดังนั้นในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 เมื่อปี 2021 จึงมีมติให้ทั่วโลกเปลี่ยนแปลงจากมาตรการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่นโยบาย “Net Zero” หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ เพื่อเพิ่มความเข้มข้นภูมิอากาศให้ไม่เลวร้ายไปกว่านี้

จากมติดังกล่าว ประเทศไทยตั้งเป้าบรรลุการสร้างความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หรือการปล่อยคาร์บอนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศให้เท่ากับปริมาณคาร์บอนที่ถูกดูดซับกลับคืนมาภายในปี 2593 (ค.ศ. 2050) และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี 2608 (ค.ศ. 2065) 

เพื่อให้เป้าหมาย ‘เพื่อโลก’ ดังกล่าวนี้ประสบความสำเร็จภายในช่วงเวลาไม่ถึง 30 ปีต่อจากนี้ ความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน รวมไปถึงสถาบันการศึกษา ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้การสร้างสังคมเป็นกลางทางคาร์บอนและการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ประสบความสำเร็จ 

เอสซีจี กับการสร้างพันธมิตร ขยายแนวร่วมสู่ Net Zero 2050 ไปด้วยกัน

เอสซีจีมีความตั้งใจในการสร้างความร่วมมือกับภาคธุรกิจ เพื่อช่วยเหลือ สนับสนุน และส่งเสริมให้เกิดความยั่งยืนร่วมกันในสังคมวงกว้าง และเป็นส่วนสำคัญที่จะทำให้นโยบาย Net Zero ของประเทศไทยประสบความสำเร็จภายในกรอบเวลาที่ตั้งเป้าไว้

1.จับมือภาคธุรกิจ ขับเคลื่อนนวัตกรรมที่อยู่อาศัยสีเขียว พลิกฟื้นสิ่งแวดล้อม สู่สังคมคาร์บอนต่ำ

กลุ่มความร่วมมือด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนในอุตสาหกรรมก่อสร้าง หรือ Circular Economy in Construction Industry (CECI) : เอสซีจีให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนและนำหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน หรือ Circular Economy เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ พลังงานขาดแคลน การจัดการเศษวัสดุที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมก่อสร้าง และการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยเอสซีจีมุ่งเน้นการหมุนเวียนทรัพยากรและวัสดุที่ไม่ใช้แล้ว นำกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือ แนวทาง Turn Waste to Value เพื่อลดเศษวัสดุจากงานก่อสร้างโครงการและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศษวัสดุเหลือทิ้ง ร่วมกันพันธมิตรองค์กรเอกชนในอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อบริหารจัดการปัญหาเศษวัสดุเหลือทิ้งในอุตสาหกรรมก่อสร้างได้ ด้วยการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า มุ่งสู่การดำเนินอุตสาหกรรมก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยมีตัวอย่างความร่วมมือ อาทิ

1)การนำเศษคอนกรีตจากหัวเสาเข็มไปใช้ประโยชน์ใหม่ เพื่อลดการใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติและ ลดจำนวนขยะที่เกิดจากการก่อสร้าง รวมถึงการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือทิ้งจากการก่อสร้างให้เป็นระบบ ร่วมมือกับบริษัทต่างๆ ในกลุ่มสมาชิก CECI ในหลายโครงการเช่น โครงการ Supalai Rama 9 โครงการ The Forestias  โครงการ Central Sriracha / Chanthaburi  และ โครงการ One Bangkok  เป็นต้น

การนำเศษคอนกรีตจากหัวเสาเข็มไปใช้ประโยชน์ใหม่

2)ร่วมกับบริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) นำนวัตกรรมวัสดุก่อสร้างฉลาก SCG Green Choice ใช้ในโครงการบ้านและคอนโดมิเนียมกว่า 100 โครงการ สร้างสังคมคาร์บอนต่ำยั่งยืน ซึ่งลัย มีส่วนช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตวัสดุ 564 ตัน เทียบเท่าปริมาณการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ของต้นไม้ 47,000 ต้นภายใน 1 ปี 

TCMA: เอสซีจี ยังได้ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย (TCA) และ Global Cement and Concrete Association (GCCA) จัดทำ “Thailand Chapter: Net Zero Cement & Concrete Roadmap” โดยได้นำเสนอในที่ประชุมสมาคมผู้ผลิตซีเมนต์รายใหญ่ระดับโลก GCCA CEO Gathering 2022 เมืองแอตแลนต้า ประเทศสหรัฐอเมริกา เพื่อร่วมขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในธุรกิจซีเมนต์และคอนกรีตทั่วโลก

CPAC Green Solution ผนึกกำลัง 50 บริษัทพันธมิตร : เอสซีจี โดย CPAC Green Solutionผนึกกำลัง 50 บริษัทพันธมิตร ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อยกระดับมาตรฐานและพัฒนาศักยภาพฝีมือด้านงานก่อสร้าง โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจังร่วมกัน ควบคู่ไปกับแนวทาง Go Green จากการนำโซลูชันและเทคโนโลยีมาใช้ในทุกกระบวนการก่อสร้าง เพื่อ Turn Waste to Value เปลี่ยนความสูญเสียให้มีประโยชน์คืนกลับสู่สังคม ยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้างไทย เน้นการเติบโตของธุรกิจไปพร้อมกับการพัฒนาความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นทั้งในมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม

GCCA Net Zero Concrete Roadmap 2050: ความร่วมมือสร้าง Roadmap ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ของอุตสาหกรรมซีเมนต์และคอนกรีตโลก ซึ่งมีการผลิตแบบหมุนเวียนอยู่ในโรดแมปเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญ เมื่อปี 2564 ที่ผ่านมา อุตสาหกรรมซีเมนต์และคอนกรีตถือเป็นกลุ่มอุตสาหกรรมแรกที่เปิดตัวโรดแมปการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์เป็นผลสำเร็จ โดย Roadmap ดังกล่าวได้รับการรับรองและสนับสนุนจาก UN

2.สร้างเครือข่ายด้านการสนับสนุนด้านวิจัยและพัฒนา และเครือข่ายองค์กรเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติอย่างยั่งยืน

นอกจากการสร้างความร่วมมือในพันธมิตรทางธุรกิจทั้งในระดับเอกชนและหน่วยงานระดับรัฐแล้ว เอสซีจีเล็งเห็นถึงความสำคัญในการวิจัย พัฒนา และแลกเปลี่ยนความรู้ เพื่อพัฒนานวัตกรรมและยกระดับมาตรฐานงานก่อสร้างไทยในอนาคต รวมถึงเป้าหมายในการดำเนินการธุรกิจควบคู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนโดยคำนึงถึงผลกระทบสิ่งแวดล้อม ดูแลสังคม และมีบรรษัทภิบาล  เอสซีจีจึงมุ่งสร้างพันธมิตรเครือข่ายที่มีวัตถุประสงค์เพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ โดยการนำนวัตกรรมและองค์ความรู้ที่เอสซีจีมีไปพัฒนา ช่วยเหลือ ฟื้นฟู ให้สิ่งแวดล้อมคงอยู่ได้อย่างยั่งยืน

บริษัท เอสซีจี ซิเมนต์ จำกัด และ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด และ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ลงนามในสัญญาร่วมวิจัยภายใต้โครงการพัฒนาแนวทางการแก้ไขวัสดุขั้นพื้นฐานอย่างชาญฉลาดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับการก่อสร้างถนนของประเทศไทย เพื่อหาแนวทางในการพัฒนาวิธีก่อสร้างถนนไทยให้ดีขึ้นด้วยวัสดุทางเลือกอื่นที่สามารถตอบโจทย์การก่อสร้างด้วยระยะเวลาก่อสร้างที่น้อยลง มีความแข็งแรง พร้อมลดการใช้ทรัพยากรและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
บริษัท ผลิตภัณฑ์และวัตถุก่อสร้าง จํากัด (CPAC) ร่วมมือกับ กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม คณะสัตวแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมูลนิธิ Earth Agenda  ในโครงการ “รักษ์ทะเล” รวมพลังฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลด้วยบ้านปะการัง พร้อมภาคีสนับสนุน กองทัพเรือ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ในการนำเทคโนโลยีการพิมพ์แบบ 3 มิติ จาก CPAC 3D Printing Solution ขึ้นรูปเป็นวัสดุฐานลงเกาะตัวอ่อนปะการัง สร้างต้นแบบนำร่องการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งของประเทศ ที่มีรูปแบบใกล้เคียงธรรมชาติได้เสมือนจริง คืนกลับความอุดมสมบูรณ์ให้กับระบบนิเวศแนวปะการัง  โดยได้มีแผนดำเนินงานนำร่องในพื้นที่เกาะราชาใหญ่ จังหวัดภูเก็ต  เกาะเต่า จังหวัดสุราษฎร์ธานี  เกาะสีชัง จังหวัดชลบุรี  เขาหลัก จังหวัดพังงา เกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี ตามลำดับ

บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (ลำปาง) จำกัด ร่วมกับองค์การบริหารส่วนจังหวัดลำปาง (อบจ.ลำปาง) ถึงแนวทางการนำพลังงานทดแทนจากชีวมวลหรือ Biomass ซึ่งแปรรูปมาจากกากหรือเศษวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร เช่น แกลบ ฟางข้าว เปลือก/ชังข้าวโพด ไม้สับ ขี้เลื่อย ใบไม้ ภายใต้โครงการ “ชุมชนต้นแบบ ลดการเผา” โดยการรับซื้อเพื่อนำมาใช้เป็นพลังงานทดแทน  ช่วยลดปัญหาการเผาและปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5  เสริมรายได้แก่เกษตรกรและประชาชนในชุมชนเขตป่า ปัจจุบัน ใช้เชื้อเพลิงทดแทน แกลบ ฟางข้าว เปลือกข้าวโพด ไม้สับ RDF ปริมาณทั้งหมด 96,000 ตัน/ปี ร้อยละ 16 ของเชื้อเพลิงทั้งหมด โดยในปี 2022 ตั้งเป้าใช้เชื้อเพลิงทดแทนปริมาณทั้งหมด 144,000 ตัน/ปี ร้อยละ 24 ของเชื้อเพลิงทั้งหมด

เอสซีจีได้ดําเนินการและทบทวนกลยุทธ์การพัฒนาอย่างยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง ด้วยความมุ่งมั่นที่จะมอบ “สิ่งที่ดีกว่า” เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการใช้นวัตกรรมเพื่อสร้างคุณค่าให้ทรัพยากรอย่างสูงสุดและจัดการของเสียอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมกันกับสร้างคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในวัฏจักรการผลิตและการบริโภค

จากเส้นทางแห่งความยั่งยืนที่เอสซีจีดำเนินมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน พร้อมกับวิสัยทัศน์ การประยุกต์ใช้นวัตกรรมที่เอสซีจีมีความเชี่ยวชาญเข้ามาสร้างสรรค์งานทุกภาคส่วน ทั้งภายในองค์กร และภายนอกองค์กร ผู้บริโภค สังคม และโลก ให้ขับเคลื่อนบนเส้นทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปด้วยกัน

ความสำเร็จที่ผ่านมา สะท้อนผ่านแผนการดำเนินงานสู่อนาคต วัดได้จากทั้งตัวเลข รางวัล พันธมิตร รวมทั้งจากความมุ่งมั่นพัฒนาแนวคิด นวัตกรรม และโครงการเพื่อเดินทางสู่เป้าหมายปลายทางสู่ภารกิจร่วมกันของทั้งโลกที่การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

เราชวนคุณกลับมาย้อนมองถึงโครงการต่างๆ ของเอสซีจีในช่วงปีนี้ เพื่อเป็นบทเรียนและเตรียมการวางแผนสำหรับโครงการและนวัตกรรมข้างหน้าที่กำลังจะมาถึง

ความสำเร็จด้านความยั่งยืนภายในองค์กร

หากพูดในเชิงสายงานธุรกิจแล้ว ผลประกอบการคือหนึ่งในมาตรวัดสำคัญที่บอกเล่าถึงความสำเร็จ เช่นเดียวกันกับหัวเรื่องความยั่งยืนภายในองค์กรธุรกิจ ที่ย่อมต้องเดินหน้าไปพร้อมกับการสร้างสรรค์สินค้า บริการ โซลูชั่น และนวัตกรรมที่นอกจากจะต้องตอบความต้องการของลูกค้าแล้ว ยังจะต้องส่งผลดีต่อผู้คนในสังคมวงกว้าง

ฉลากรับรองสินค้า SCG Green Choice ที่ช่วยเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการรักษาสิ่งแวดล้อม

โดยรายได้ในกลุ่มธุรกิจซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ มีสัดส่วนของการพัฒนาสินค้าใหม่จากนวัตกรรมรักษ์โลกให้เข้าไปมีส่วนร่วมในชีวิตประจำวันของผู้คน สังเกตได้จากสินค้าฉลาก SCG Green Choice ที่มียอดขายคิดเป็นร้อยละ 50 ของยอดขายรวม

CPAC Green Solution นวัตกรรมการก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยเทคโนโลยี 3D Printing

ยกตัวอย่างสินค้าที่โดดเด่นในช่วงปีนี้ คือปูนงานโครงสร้างเอสซีจี สูตรไฮบริด (Hybrid Cement) ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากตลาด นับว่าเป็นทิศทางที่ดีสำหรับตลาดสินค้าสำหรับผู้คนที่ตระหนักถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้นในยุคนี้ หรือนวัตกรรมการก่อสร้าง ภายใต้ CPAC Green Solution ที่นำเอาองค์ความรู้และเทคโนโลยีมายกระดับโซลูชั่นในงานก่อสร้างให้เป็นมิตรต่อทุกภาคส่วน


ESG Environment (สิ่งแวดล้อม), Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล)
หนึ่งในหลักสำคัญของกลยุทธ์เอสซีจี

สำหรับปี 2565 เริ่มต้นด้วยนโยบายในการเร่ง ESG หรือ แนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ย่อมาจาก Environment (สิ่งแวดล้อม), Social (สังคม) และ Governance (ธรรมาภิบาล) เป็นหนึ่งในหลักสำคัญของกลยุทธ์องค์กร ซึ่งส่วนงานของ ESG จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันธุรกิจ ที่ให้ความใส่ใจกับสิ่งแวดล้อม ไปพร้อมกับการลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาทักษะ สร้างอาชีพให้ชุมชน เพื่อการเติบโตขององค์รวมระยะยาวอย่างยั่งยืน โดยได้จัดทำเป็นแนวทาง ESG 4 Plus ได้แก่ “มุ่ง Net Zero – Go Green – Lean เหลื่อมล้ำ – ย้ำร่วมมือ” เพื่อปรับใช้ในการดำเนินงานขององค์กร

ESG Symposium 2022 Achieving ESG and Growing Sustainability

นอกจากนี้ ในช่วงกลางปี ทางเอสซีจีเป็นเจ้าภาพจัดงานครั้งใหญ่ระดับนานาชาติในชื่อ ESG Symposium 2022 โดยความร่วมมือจาก 315 พันธมิตร โดยที่ประชุมมุ่งเน้นการขยายข้อสรุปจากการระดมสมองสู่ภาคปฏิบัติ ทั้งประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม และความเหลื่อมล้ำ เพื่อมุ่งสู่การสร้างสังคมคาร์บอนต่ำ และปลายทางที่ Net Zero ในที่สุด

รางวัลและความภาคภูมิใจ

ในช่วงปีที่ผ่านมา ความมุ่งมั่นตั้งใจจริงในการปกปักรักษาสิ่งแวดล้อม และแนวนโยบายสู่การสร้างสภาวะที่การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ของเอสซีจี ได้แสดงให้เห็นประจักษ์ชัดทั้งในแง่ของวิธีการทำงาน และผลการดำเนินงานที่สร้างความเปลี่ยนแปลงในมุมกว้าง รางวัลเหล่านี้ที่ได้รับจึงเป็นเครื่องยืนยันความต้องการอย่างแรงกล้าที่เอสซีจีต้องการเดินทางต่อเพื่อปลายทางที่โลกที่ดีสำหรับทุกคน

โดยเอสซีจีคว้ารางวัลธุรกิจยั่งยืนอันดับ 1 ของโลก ในกลุ่มอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้าง จาก DJSI หรือ Dow Jones Sustainability Index ซึ่งเป็นดัชนีคัดเลือกหุ้นยั่งยืนระดับโลกโดย S&P Dow Jones ด้วยคะแนนสูงสุดด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมกับเป็นองค์กรแรกในอาเซียนที่เป็นสมาชิก DJSI มาตั้งแต่ปี 2547 จวบจนถึงปัจจุบัน

เอสซีจี รับรางวัลธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืนระดับโดดเด่น ประจำปี 2565

นอกจากนี้ เอสซีจียังได้รับรางวัลธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืนในระดับ ‘โดดเด่น’ ประจำปี 2565 โดยองค์กรบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สำหรับองค์กรธุรกิจที่มีการบริหารจัดการด้านการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศ จากแนวปฏิบัติ ESG 4 Plus มาสู่การจัดทำการเปลี่ยนผ่านธุรกิจสู่เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Transition) อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งจากการเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในกระบวนการผลิต หรือการมีส่วนร่วมกับชุมชนในการผลิตพลังงานทดแทน รวมทั้งการเป็นภาคธุรกิจเอกชนรายแรกๆ ในประเทศไทยที่จัดทำฉลากรับรองสินค้า SCG Green Choice ที่ช่วยเป็นทางเลือกให้กับผู้บริโภคในการรักษาสิ่งแวดล้อม

ความสำเร็จกับองค์กรพันธมิตร

ความร่วมมือร่วมใจ เป็นอีกหลักการสำคัญที่จะทำให้การพัฒนาอย่างยั่งยืนดำเนินการจนกระทั่งประสบความสำเร็จ สร้างผลกระทบในทางที่ดีให้กับโลกและเพื่อนมนุษย์ทุกคน

ในปีนี้ เอสซีจีได้ร่วมกับสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย (TCA) และ Global Cement and Concrete Association (GCCA) ในการจัดทำ ‘Thailand Chapter : Net Zero Cement & Concrete Roadmap’ เป้าหมายเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ พร้อมกับขับเคลื่อนให้ไปในทิศทางเดียวกันระดับโลก พร้อมกันกับให้บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 และพร้อมจะนำ Thailand Chapter นี้เข้าสู่วาระการประชุม COP27 ในเดือนพฤศจิกายนนี้ที่ประเทศอียิปต์

เอสซีจียังเป็นหนึ่งในพันธมิตร ผู้ร่วมการจัดตั้ง CCUS Consortium หรือกลุ่มความร่วมมือการพัฒนาเทคโนโลยีด้านการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ร่วมกับองค์กรพันธมิตร 5 อุตสาหกรรมหลัก และพันธมิตรภาคการศึกษา นั่นคือศูนย์เทคโนโลยีและวิศวกรรมเพื่อเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจหมุนเวียน คณะวิศวกรรมศาสตร์​ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นอกจากพันธมิตรในภาคธุรกิจแล้ว เอสซีจียังดำเนินการโครงการด้านสิ่งแวดล้อมร่วมกันกับหน่วยงานภาครัฐอีกมากมาย ยกตัวอย่างเช่น ความร่วมมือกับสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ในการระดมความเห็นเพื่อจัดทำแผนที่นำทางนวัตกรรมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมกับกับการหารือกลไกเพื่อการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อให้ปลายทางของประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero ทั้งประเทศ

การใช้พลังงานหมุนเวียนจากโซลาร์ฟาร์มภายในโรงงานปูนซีเมนต์

นวัตกรรมและกระบวนการทำงานเพื่อพาประเทศไทย และโลกของเรา ไปสู่ปลายทางที่การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 จำเป็นต้องอาศัยความมุ่งมั่น และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่เว้นแม้แต่พลังเล็กๆ จากมือของทุกคน ที่จะรวมกันเป็นพลังยิ่งใหญ่ที่จะพาความตั้งใจไปสู่เป้าหมายร่วมกัน

ปัจจุบันองค์กรธุรกิจที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับประเทศและระดับโลกต่างมีเป้าหมายการไปสู่ความเป็นองค์กรที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 หรือ พ.ศ. 2593 เป้าหมายนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หากองค์กรนั้นมีแผนการลงทุนเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายทางสู่มือผู้บริโภคอย่างจริงจัง

เช่นองค์กรอย่างเอสซีจีที่เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดและปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิตซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด จึงเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้การวางโร้ดแมปจากนี้ไปถึงวันข้างหน้าชัดเจน ด้วยกรอบการดำเนินงานที่มีหลักเกณฑ์ตามมาตรฐานสากล และยังเพิ่มเติมมิติอื่นๆ ให้ครอบคลุมอีกด้วย

อย่างแนวทางของเอสซีจีที่ไม่เพียงคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม (Environmental) เท่านั้น แต่ยังคำนึงถึงสังคม (Social) และ ธรรมาภิบาล (Governance) อีกด้วย ตามแนวคิด ESG 4 Plus  “มุ่ง Net Zero – Go Green – Lean เหลื่อมล้ำ – ย้ำร่วมมือ”  เพื่อแก้วิกฤตสู่โลกที่ยั่งยืน เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด สร้างสรรค์นวัตกรรมรักษ์โลก ลดสังคมเหลื่อมล้ำ ด้วยความเชื่อมั่นโปร่งใส

แผนงานภาพรวมสู่ NET ZERO

ก่อนจะไปถึงปี 2050 เอสซีจีวางแผนงานเป็นลำดับขั้น เป้าหมายแรกคือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 20% ภายในปี  2030 โดยที่กระบวนการผลิตยังดำเนินไปได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในทุกส่วนธุรกิจ เพื่อบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ตามแผนงาน และมีส่วนร่วมสร้างสังคมคาร์บอนต่ำในภาพรวม

แผนการจัดการด้านพลังงาน

การจัดการพลังงานคือปัจจัยสำคัญ พลังงานหลักในการผลิตปูนซีเมนต์คือถ่านหิน หลายปีที่ผ่านมาเอสซีจีได้บริหารจัดการพลังงานใหม่ ทำให้สามารถลดการใช้ถ่านหินลงถึง 35 % โดยใช้เชื้อเพลิงทางเลือกทั้ง เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) และ เชื้อเพลิง RDF (Refuse Derived Fuel) ซึ่งเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน รวมถึงได้พัฒนาเทคโนโลยีการนำพลังงานความร้อนที่เกิดจากกระบวนการผลิตหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ โดยเดินหน้าเปลี่ยนผ่านพลังงานให้เข้ามาทดแทนถ่านหินเพิ่มขึ้นในอนาคต รวมถึงการใช้พลังงานทดแทนจากโซลาร์เซลล์ เพื่อทดแทนการซื้อพลังงานไฟฟ้าในโรงงานอีกด้วย

โซลาร์ฟาร์ม ที่โรงงานแก่งคอย สามารถผลิตพลังไฟฟ้าใช้ในกระบวนการทั้งหมดได้ถึง 30%

ขณะเดียวกันก็มีแผนมองหาโอกาสจากพลังงานอื่นอีก เช่น พลังงานลม ที่กำลังศึกษาอยู่ โดยต้องวางแผนร่วมกับทางภาครัฐ และพาร์ทเนอร์ทางธุรกิจ

แผนธุรกิจเพื่อสิ่งแวดล้อม

เอสซีจีได้พัฒนาแนวทางการก่อสร้างที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยมีกลยุทธ์ที่สำคัญ 3 แนวทางคือ

  1. Green Product ศึกษาและพัฒนาซีเมนต์และคอนกรีตที่มุ่งลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต และการสร้างผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
  2. Green Solution ที่ใช้เทคโนโลยี และระบบดิจิทัล ในการจัดการโปรเจค เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ และยกระดับอุตสาหกรรมก่อสร้าง
  3. Green Circularity ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด ด้วยการแปลงของเหลือทิ้งให้มีมูลค่า

โดยเอสซีจี ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อให้สำเร็จตามเป้าหมาย ดังนี้

  • ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ เช่น ปูนไฮบริด ที่เป็นปูนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแรกของไทย ที่ใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงชีวมวลและการใช้ลมร้อนเหลือทิ้ง ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตได้ถึง 0.05 ตัน ต่อซีเมนต์ 1 ตัน และยังมีคอนกรีตคาร์บอนต่ำซีแพค สูตรรักษ์โลกที่ลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตสูงสุด 16 กก. ต่อ คอนกรีต 1 คิว
  • การรับรองสินค้าและบริการด้วยฉลาก SCG Green Choice เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค ทั้งการลดโลกร้อน การลดการใช้ทรัพยากร และการส่งเสริมสุขอนามัยที่ดี
  • รวมถึงพัฒนานวัตกรรมการก่อสร้างที่ใช้เทคโนโลยีเข้ามา เช่น ‘CPAC Drone Solution’ ที่ควบคุมการก่อสร้างหน้างานให้มีประสิทธิภาพ ลดข้อผิดพลาดต่างๆ ‘CPAC BIM’ ที่ใช้ข้อมูลมาออกแบบการก่อสร้างอย่างแม่นยำผ่านแพลตฟอร์มที่ดึงการทำงานร่วมกันของทั้งสถาปนิก วิศวกร ผู้ก่อสร้าง และเจ้าของโปรเจค รวมถึง ‘CPAC 3D Printing Solution’ นวัตกรรมก่อสร้างด้วย 3D Printing ที่ช่วยลดวัสดุเหลือทิ้งในกระบวนการก่อสร้าง
ผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

แผนการดูดซับคาร์บอนด้วยธรรมชาติและเทคโนโลยี

นอกจากการพัฒนาสินค้าและบริการที่เป็นมิตรสิ่งแวดล้อมแล้ว สิ่งที่จะทำให้การชดเชยคาร์บอนได้ผลที่สุดก็คือการเพิ่มพื้นที่ป่า โดยในปี 2564 เอสซีจีได้ร่วมมือกับเครือข่ายปลูกต้นไม้ ทั้งป่าปก ป่าชายเลน และหญ้าทะเลในพื้นที่ต่างๆ ไปมากกว่า รวมกว่า 160,000 ต้น ในพื้นที่ 700 ไร่ และคิดเป็นการดูดซับคาร์บอน (Carbon Sink) ไปได้ 10,000 ตัน* และจะเดินหน้าเพิ่มพื้นที่ดูดซับคาร์บอนอย่างต่อเนื่อง

กิจกรรมปลูกป่า สร้างฝายเพื่อรักษาพื้นที่สีเขียวซึ่งเอสซีจีทำมาอย่างต่อเนื่อง

ไม่เพียงการกักเก็บคาร์บอนด้วยวิธีธรรมชาติผ่านป่า เอสซีจียังศึกษาเทคโนโลยี CCUS (Carbon Capture, Utilization, and Storage) เพื่อเผยศาสตร์การดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์จากคาร์บอนในสายการผลิตซีเมนต์ นี่เป็นงานใหญ่ที่เอสซีจีกำลังศึกษาร่วมกับหลายภาคส่วน ซึ่งเมื่อทำสำเร็จในอนาคตจะมีส่วนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศอย่างมีนัยยะสำคัญ

นอกจากนั้น เพื่อเร่งสู่ความสำเร็จ เอสซีจีทำงานร่วมกับหลายภาคส่วนอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย อาเซียน และระดับโลก พัฒนาองค์ความรู้ วิธีปฏิบัติ และพัฒนาแผนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งทั้งหมดนี่ต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน ที่จะมุ่งสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนไปด้วยกัน

เอสซีจีทุ่มเทเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการดำเนินธุรกิจ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับมาตรฐานวงการก่อสร้างในประเทศไทยให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตลอดทั้งกระบวนการที่เชื่อมโยงกันจนถึงปลายทางสู่ผู้บริโภค ผ่านแผนงานที่จะไปสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ NET ZERO ภายในปี 2050

หมายเหตุ * ค่าการกักเก็บคาร์บอนของต้นไม้อ้างอิงข้อูลจากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกแห่งประเทศไทย (TGO) และ Ocen science journal ; Assessing Carbon Stock and Sequestration of the Tropical Seagrass Meadows in Indonesia  คำนวณที่ระยะเวลาการเติบโตของต้นไม้ 10 ปี

X